มิติทางวัฒนธรรมในงานพัฒนาชนบท*

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

 

สารบาญ

บทนำ______________________________________________________

๑.  ความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น___________________________

๒.  "หมู่บ้าน" สถาบันชีวิตของชาวชนบท____________________________

๓.  วัฒนธรรมชุมชน____________________________________________

๔.  การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในชนบท__________________________

๕.  การพัฒนาชนบท_____________________________________________

๖.  ผลกระทบของการพัฒนาชุมชนชนบท____________________________

๗.  วัฒนธรรมกับการพัฒนา_______________________________________

๘.  การพัฒนาวัฒนธรรมในงานพัฒนาชนบท__________________________

๙.  ข้อคิดจากประสบการณ์________________________________________

๑๐. สรุป_______________________________________________________

 

บรรณานุกรม___________________________________________________

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

_____________________________________________________________________________________

*บทความวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2533


๑. ความหลากหลายของวัฒนธรรมในท้องถิ่นชนบทไทย

วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่มีการสืบทอดและพัฒนาต่อเนื่องกันมา  การพูด

ถึงวัฒนธรรมชนบทไทย เราไม่สามารถพูดอย่างรวม ๆ ได้โดยสะดวก เพราะคนที่อาศัยอยู่

ในชนบทไทย มีมากมายหลายชาติพันธุ์ (คำว่า "ชาติพันธุ์" ในที่นี้หมายถึงชาติ

พันธุ์ที่แปลมาจากคำว่า ethnic ในวิชามานุษยวิทยา) มีความเชื่อ ศาสนา ประเพณี และ

ภาษาเฉพาะของตนที่สืบทอดกันมา เช่นทางเหนือของประเทศบริเวณที่เรียกว่าล้านนา มี

ชาวบ้านที่สืบเชื้อสายมาจากไทยใหญ่ จากลั๊วะ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ อีก 13 เผ่า

ทางอีสานก็มีไทยโคราช ลาวเวียง ลาวพวน ลาวโซ่ ลาวกาว ย้อ ผู้ไท เขมร มอญ

กะเลิง กุย(ส่วย) และอื่น ๆ (ดูแผนที่แสดงการกระจายถิ่นฐานของชนเผ่าพื้นเมืองในภาค

อีสานประกอบ)  ทางใต้นอกจากคนไทยปักษ์ใต้แล้ว ยังมีชาวไทยมุสลิม มีชาวเล ซาไก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเกิดและพัฒนาการของวัฒนธรรมของชาวชนบทชาติ

พันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย มีพื้นฐานสำคัญอยู่บนสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

ประวัติศาสตร์ และสังคม ที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีจุดร่วมในระหว่างวัฒนธรรมเหล่านั้น  แม้

กระทั่งคนที่อาศัยอยู่ในเมืองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ร่วมวัฒนธรรมกับชาวชนบท  ด้วยเหตุนี้

เราจึงสามารถเรียกวัฒนธรรมของคนในดินแดนนี้อย่างรวม ๆ ว่า "วัฒนธรรมไทย" ได้

การพูดถึงวัฒนธรรมชนบทในข้อเขียนนี้ จึงไม่แยกพูดถึงวัฒนธรรมของแต่ละชาติพันธุ์

เพราะมิใช่วัตถุประสงค์ของวิชานี้  แต่จะพูดรวม ๆ กันไป  โดยการยกตัวอย่างวัฒนธรรม

ของบางที่บางท้องถิ่นที่ไม่มีความเฉพาะจนเกินไปขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  นอกจากนี้อาจมีการ

เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมเมือง โดยเฉพาะวัฒนธรรมเมืองสมัยใหม่  เพื่อให้ภาพของวัฒนธรรม

ชนบทมีความชัดเจนยิ่งขึ้น  แต่โปรดอย่าเข้าใจว่าการเปรียบเทียบนี้ ไม่ว่าจะเป็น

การเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมชนบทแห่งหนึ่งกับอีกแห่งหนึ่ง หรือระหว่างชนบทกับเมือง

มีความหมายว่าวัฒนธรรมใดดีกว่าหรือด้อยกว่าวัฒนธรรมใด เพราะวัฒนธรรมของแต่ละท้อง

ถิ่นแต่ละกลุ่มชนล้วนเป็นผลผลิตของกลุ่มชนนั้น ๆ เอง  อาจสอดคล้องเหมาะสมกับกลุ่มชน

นั้น ในสภาพแวดล้อมนั้น  แต่อาจไม่เหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มชนอื่น ในสภาพแวดล้อมอื่น

 

๒. "หมู่บ้าน" สถาบันชีวิตของชาวชนบท

                คำว่า "ชนบท" พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ.2525

ให้ความหมายว่า "บ้านนอก, เขตแดนที่พ้นจากเมืองหลวงออกไป"  ซึ่งตรงกับความเป็น

จริงในปัจจุบันอยู่ระดับหนึ่ง  แต่ในปัจจุบันได้เกิดเมืองใหญ่น้อยขึ้นมากมายในภูมิภาคต่าง ๆ

และเมืองเหล่านั้นก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานครเท่าใดนัก เช่น

เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่  คนที่อยู่ในเขตเมืองเหล่านั้นก็ไม่เรียกตัวเองว่า

เป็นคนชนบทอีกต่อไป  ส่วนความหมายในทางวิชาการในปัจจุบันหมายถึงพื้นที่ที่อยู่นอก

เขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาล

คำว่า "บ้านนอก" หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่า มิได้มีความหมายเพียงแค่ในแง่

ของพื้นที่ดังที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น  แต่ยังมีความหมายในเชิงวัฒนธรรมด้วย  ดังจะเห็นได้

จากเวลาคน "บ้านใน" (คนเมือง) ทำอะไรผิดพลาด มีการใช้คำว่า "บ้านนอก" มา

ว่ากล่าวกันเองด้วย  ทั้งนี้เพราะคนเมืองมักเข้าใจว่าพวกเขามีวัฒนธรรมสูงกว่าคนชนบท

ในขณะที่คนเมืองดูหมิ่นคนชนบทว่ามีวัฒนธรรมต่ำกว่าตนนั้น  หลายคนลืมคิดไปว่าราก

เหง้าของคนเมืองส่วนใหญ่นั้นก็มีพื้นฐานอยู่ในชนบทด้วยเช่นกัน  หากลองตั้งใจนับ

ญาตินับบรรพบุรุษของแต่ละคนย้อนหลังกลับไปดู จะพบว่าเกือบทุกคนมีพื้นฐานมาจากชุมชน

หรือหมู่บ้านชนบทจากภาคใดภาคหนึ่ง  แม้ว่าปัจจุบันนี้ความคิดความเชื่อของคนเมืองจะ

เปลี่ยนไปจากความคิดความเชื่อเดิมมากแล้ว  แต่หากค้นหาตัวเองให้ดีก็จะพบความคิด

ความเชื่อแบบคนชนบทบางอย่างยังคงตกค้างอยู่ เช่น ยังมีคนเมืองที่กลัวผีอยู่ทั้งที่เรียนวิชา

วิทยาศาสตร์กันมาคนละหลายปี  ปากนั้นบอกว่าไม่เชื่อเรื่องผี แต่ให้ลองเอาก้อนหินปาศาล

ผีต่าง ๆ ดูก็ไม่กล้า  แสดงว่าต้องมีอะไรลึก ๆ อยู่ในใจ จะโดยรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม

การที่เราสามารถเรียกชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ว่าเป็น "คนไทย" ได้  ทั้ง

คนเมืองและคนชนบทคงต้องมีอะไรที่เหมือน ๆ กันอยู่ จึงสามารถเป็นตัวแทนแสดงความเป็น

ชนชาติหนึ่งทางวัฒนธรรมได้

คนชนบทเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  เพราะกว่าสามในสี่ของคนไทยอาศัย

อยู่ในชนบท  พวกเขามักอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่เรียกกันว่า "หมู่บ้าน"  ตามทะเบียนหมู่บ้าน

ของกรมการปกครอง ประเทศไทยเรามีหมู่บ้านทั้งหมดถึงห้าหมื่นกว่าหมู่บ้าน และเกือบครึ่ง

หนึ่งของหมู่บ้านทั้งหมดนั้นอยู่ทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรอยู่มากที่สุด

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากชาวบ้านทางอีสานจะบอกว่าภาษาลาว (คนอีสานเรียกภาษา

ของเขาว่าภาษาลาว) เป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุดในเมืองไทย

คำว่า "หมู่บ้าน" ในความหมายของทางราชการ หมายถึง เขตการปกครอง

หน่วยเล็กที่สุดตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน   แต่สำหรับชาวบ้านแล้วมีความหมาย

มากกว่านั้นมากนัก  หมู่บ้านในความหมายของชาวบ้านไม่ได้หมายเพียงการที่มีคนมาตั้งบ้าน

เรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งหลายครอบครัว เมื่อมีจำนวนครอบครัวมากถึง 40 ครอบ

ครัว หรือจำนวนสมาชิกของกลุ่มมากถึง 400 คน และกลุ่มบ้านนั้นอยู่ห่างจากกลุ่มบ้านเดิม

มากกว่า 6 กิโลเมตร ก็สามารถขึ้นทะเบียนประกาศเป็นหมู่บ้าน มีการเลือกผู้ปกครองที่

เรียกว่า "ผู้ใหญ่บ้าน"

ชาวบ้านมักเรียกหมู่บ้านว่า "บ้าน" เฉย ๆ ส่วนที่อยู่อาศัยของแต่ละครอบครัวนั้นเขา

เรียกว่า เรือน  ครัวเรือน  หลังคา  หรือหลังคาเรือน  ดังเช่นที่เราเคยได้ยินเขาบอก

ว่า "ผมเป็นคนบ้านหนองหมาว้อ...บ้านนี้มี 70 หลังคา"

                คำว่า "บ้าน" ของชาวบ้าน จึงมีความหมายมากกว่าคำว่า "หมู่บ้าน" ของคนเมือง

มาก  เวลาเขาพูดว่าเขาเป็นคนบ้านไหนนั้น เขาพูดด้วยความรู้สึกแบบหนึ่งที่แตกต่างไป

จากเวลาคนกรุงเทพฯพูดว่า "ผมอยู่หมู่บ้านยิ่งเจริญ....หมู่บ้านนี้มีบ้านอยู่ 1,500 หน่วย"

หมู่บ้านหรือบ้านของคนชนบทนั้นหมายถึงสถาบันทางวัฒนธรรม ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของ

สมาชิกแต่ละคนและแต่ละครอบครัว

                หมู่บ้านของชาวบ้านเป็นที่สังกัด ที่ทำกิน ให้ความอบอุ่น ให้โอกาส และ

เป็นที่พึ่งพิงแห่งแรกและแห่งสุดท้ายของชาวบ้าน  แม้ว่าสมาชิกของหมู่บ้านนั้นจะออกจากหมู่

บ้านไปประสบความล้มเหลวมาจากที่อื่น เขาก็มีที่ไปคือ "กลับบ้าน" กลับสู่ที่ที่เขาสังกัด ที่ที่

จะช่วยฟื้นฟูฟูมฟักชีวิตเขาขึ้นมาใหม่

                การที่คนชนบทพากัน "กลับบ้าน" ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จนเมืองใหญ่อย่างเช่น

กรุงเทพฯ ต้องซบเซา ถนนหนทางว่างรถราทุกปี ก็เป็นตัวอย่างของความผูกพันที่คน

ชนบทมีต่อวัฒนธรรมและสถาบันชุมชนของเขา

                หมู่บ้านในความหมายของคนเมืองมีความหมายเพียงการมีการสร้างบ้านอยู่เรียงกัน

หากเป็น "หมู่บ้านจัดสรร" บริษัทจัดสรรที่ขายบ้านพร้อมที่ดินนั้นมีพันธะตามกฏหมายต้องจัด

ระบบสาธารณูปโภคไว้จำนวนหนึ่ง

                คนที่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่า "ชาวบ้าน" หรือ

"ไทบ้าน" อย่างทางอีสาน  หากจะมีการเลือกตั้งตัวแทนของชาวหมู่บ้านจัดสรรขึ้น ผู้ที่ได้

รับเลือกก็ไม่ได้เป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" (นายบ้าน กวนบ้าน หรือพ่อหลวง) อย่างในหมู่บ้านชนบท

ที่สำคัญคือพวกเขาแต่ละคนไม่ได้มีความรู้สึกว่า "ชุมชน" หรือ "สังคม" ของเขาอยู่

ในหมู่บ้าน  แต่อยู่ในวงการอาชีพที่เขาสังกัด  คนที่เป็นครูเป็นอาจารย์ก็มีสังคมอยู่ที่

โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  คนที่เป็นแพทย์เป็นพยาบาลก็มีสังคมของเขาอยู่ที่โรงพยาบาล

คนที่เป็นนักธุรกิจก็มีวงสัมพันธ์ของเขาอยู่

                ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในหมู่บ้านจัดสรรจึงมีน้อยกว่าความสัมพันธ์ของคนในหมู่

บ้านชนบท  พวกเขาอาจมีการรวมตัวกันได้ในเวลาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่นในเวลาที่

บริษัทขายบ้านไม่จัดระบบสาธารณูปโภคให้ตามกฎหมายหรือที่สัญญาไว้  หรือจะมีการเวนคืน

ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรรนั้น

                อย่างไรก็ตาม คนเมืองก็ยังมีวัฒนธรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับชาวชนบท เช่นมีการ

ไปมาหาสู่กันในหมู่ญาติพี่น้อง โดยอาจมีพิธีกรรมทางศาสนาหรือตามความเชื่อของกลุ่มญาติ

นั้นร่วมกันตามโอกาสอยู่บ้าง  แต่หากการเข้าร่วมพิธีกรรมนั้นต้องทำให้ "เสียเวลา" หรือ

มีผลกระทบต่อธุรกิจการงานของเขาแล้ว เขาก็อาจไม่ไป   เพราะสภาพของสังคมเมืองที่

มีการแข่งขันสูง ทำให้คนเมืองใหัคุณค่ากับเรื่องทางเศรษฐกิจมากกว่าคุณค่าด้านอื่นของชีวิต

หมู่บ้านจัดสรรของคนเมืองจึงไม่ใช่สถาบันทางวัฒนธรรม ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของผู้

อาศัยแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัว  ความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวหมู่บ้านจัดสรรเป็นแบบ

หลวม ๆ และมีการย้ายเข้าย้ายออกกันอยู่ตลอดเวลา  ใครจะไปใครจะอยู่ ใครจะเกิด

ใครจะเจ็บ ใครจะตาย ก็ไม่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนอื่นเท่าไรนัก  คนหมู่บ้านจัดสรร

อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไรของตนเมื่อคนที่อยู่บ้านหลังถัดไปเจ็บไข้ได้ป่วย  หรือแม้

กระทั่งเพื่อนบ้านเสียชีวิตไปหลายวันแล้วจึงจะรู้ก็มีอยู่บ่อย ๆ เพราะมีไม่น้อยที่อยู่บ้านติดกัน

แต่ไม่เคยคุยกัน  ในขณะที่หมู่บ้านชนบทนั้นกลับตรงกันข้าม   ความความสัมพันธ์และความ

ผูกพันในชุมชนมีสูง ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

 

๓. วัฒนธรรมชุมชน

 

วัฒนธรรมของชุมชนชนบทก่อตัวขึ้นจากการต่อสู้เพื่อให้ทุกคนมีอยู่มีกิน และจากการที่

ต้องอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นสังคมชุมชน

การต่อสู้เพื่อการมีอยู่มีกินก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการผลิต โดยเฉพาะการผลิต

แบบกสิกรรม ซึ่งได้ก่อให้เกิดการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการปั้นคัน

นา(ยกคันนา)เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับการปลูกข้าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านของชาวบ้านในที่

ราบลุ่ม  การทำเครื่องมือล่าสัตว์ในป่า  และเครื่องมือจับสัตว์น้ำต่าง ๆ

การต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดนี้ต้องอยู่กับธรรมชาติและพึ่งพาธรรมชาติ จึงเกิดการจัด

ระบบความสัมพันธ์กับธรรมชาติ  ประกอบกับความต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติรอบ

ตัว ความเป็นมาและเป็นไปของจักรวาล โลก และชีวิต พัฒนาขึ้นเป็นวัฒนธรรมทาง

ความเชื่อ เกิดระบบคุณค่าและเกิดการรับศาสนาเข้ามาในชุมชนพร้อมกับพิธีกรรมต่าง ๆ

การที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนจำเป็นต้องมีการจัดระบบความสัมพันธ์ที่จะทำให้ทุกคน

อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก่อให้เกิด[1]วัฒนธรรมการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเกิดเป็นจารีตประเพณี

ระบบ กฏเกณฑ์ และพิธีการต่าง ๆ เป็นแนวทางให้สมาชิกของชุมชนทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อ

ไปได้ยึดถือปฏิบัติ

วัฒนธรรมทางการผลิตมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

การเพาะปลูกพืชผลการเกษตรมีปัจจัยเกี่ยวกับดิน น้ำและแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้อง  จึง

จำเป็นต้องมีการจัดการเรื่องที่ดินทำกินให้เหมาะสม  ไม่ให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน

จึงต้องมีผู้นำชุมชนขึ้นมาจัดการ เช่นที่ทางอิสานมี กวนบ้าน (หรือกวานบ้าน) ทางเหนือ

มีพ่อหลวง ทางใต้มีนายบ้าน ซึ่งต่อมาปรับเรียกเป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" ตามระเบียบการ

ปกครองใหม่(พ.ศ.2457)เหมือนกันหมดทั้งประเทศ  จำเป็นต้องมีการจัดระบบการแบ่งสัน

ปันส่วนน้ำให้ทุกครอบครัวสามารถเพาะปลูกได้ทันตามฤดูกาล ดังตัวอย่างการจัดระบบ

เหมืองฝายทางภาคเหนือที่มี แก่เหมืองแก่ฝายเป็นผู้จัดการ  และจำเป็นต้องจัดระบบ

แรงงานในครอบครัวและชุมชนในการปลูก ปักดำ และเก็บเกี่ยว เพราะงานบางอย่าง

เช่น การทำฝายทำทำนบกั้นน้ำการปักดำและเก็บเกี่ยวต้องแข่งขันกับฤดูกาลที่แรงงานคน

เดียวหรือครอบครัวเดียวไม่อาจทำได้ทัน  เกิดเป็นประเพณีการทำงานรวมหมู่ที่เรียกกันว่า

การลงแขกในภาคกลาง การซอแรงในภาคใต้  และการเอามื้อในภาคเหนือ

ระบบ กฏเกณฑ์ และประเพณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและอยู่ร่วมกัน

ได้นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีการสืบทอดและพัฒนากันมาตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ

แวดล้อมทางภูมิศาสตร์และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยมีทั้งส่วนที่ตายไปเพราะไม่มีใครยึด

ถือปฏิบัติอีก มีทั้งส่วนที่ถูกเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่

 

โครงสร้างทางวัฒนธรรมของชาวบ้านชนบทจึงมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการคือ

     (1)  ระบบการผลิตหรือระบบการทำมาหากิน

     (2)  ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันอันประกอบด้วยครอบครัว เครือญาติ

            ชุมชน  และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน

     (3)  ระบบทางความเชื่ออันประกอบด้วยศาสนา คุณค่า และพิธีกรรม

 

 

แผนภูมิแสดงโครงสร้างทางวัฒนธรรมของชาวบ้านชนบท

 

 

ระบบ

ความเชื่อ

 

 

 

 

ระบบ                           ระบบการ

การผลิต                          อยู่ร่วมกัน

 

ดังได้กล่าวแล้วว่า วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อมีการสังสรรค์กับวัฒนธรรมอื่น ๆ  นอกจากนี้ ระบบทั้ง

3 ก็มีความสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบใด

ระบบหนึ่ง ก็จะส่งผลถึงระบบอื่น ๆ และต่อโครงสร้างของวัฒนธรรมโดยรวม  เราจึงต้อง

เข้าใจวัฒนธรรมอย่างสิ่งมีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มีความหลากหลาย มีความ

ไม่สม่ำเสมอ  แม้กลุ่มชนที่กำเนิดมาจากชาติพันธุ์เกี่ยวกัน มีวัฒนธรรมทั้ง 3 ด้านร่วมกันมา

ก่อน  แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีการสังสรรค์กับวัฒนธรรมอื่นในระดับที่ต่าง

กัน  ก็จะทำให้การปรับตัวเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นแตกต่างกัน หรือมีระดับ

การเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปด้วย

สิ่งที่จะบรรยายต่อไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมทั้ง 3 ด้านนี้นี้ จึงเป็นการให้ภาพความเข้า

ใจต่อระบบวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของชนบท  ซึ่งมีบทบาทอยู่ในสังคมชนบทไทยทั้งประเทศ

จะมีความผิดแผกแตกต่างกันก็เพียงในความเข้มข้นที่ชาวบ้านยึดถือปฏิบัติไม่เท่ากันในแต่ละ

ท้องถิ่นเท่านั้น

 

                (1) ระบบการผลิต  ระบบการผลิตเดิมของชุมชมหมู่บ้านในอดีต(ซึ่งอาจยังเป็น

ปัจจุบันอยู่ในบางพื้นที่) เป็น "ระบบการผลิตเพื่อยังชีพ" หรือเพื่อกินเพื่ออยู่ เป็นระบบ

กสิกรรมแบบปลูกพืชไว้กินเอง เลี้ยงสัตว์ไว้กินและใช้งานเอง ผสมผสานไปกับการหาเก็บ

ผักจากป่าจากทุ่ง ล่าสัตว์ จับปลา  พืชหลักก็คือข้าว สำหรับชาวบ้านแล้ว การปลูกข้าวได้

เพียงพอที่จะบริโภคไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าเป็นหลักประกันความอุ่นใจที่จะมีชีวิตอยู่

อย่างไม่อดอยากในปีนั้น เพราะ อาหารประกอบอื่น ๆ ที่จะนำมากิน"กับข้าว"นั้นหาได้ทั่ว

ไปตามท้องทุ่ง ป่าเขา และห้วยหนองคลองบึง  การเข้าไปหาอาหารในป่าของชาวบ้าน

จึงคล้ายกับการไปจ่ายตลาดแบบหนึ่ง เพียงแต่ไม่ต้องใช้เงินตรา

                ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเพาะปลูกคือที่ดิน  สมัยก่อนครอบครัวหนึ่งมีที่นา 10 - 15

ไร่ ก็เพียงพอเพราะไม่ได้ทำไปขายใคร  และการครอบครองที่นานั้นก็สัมพันธ์กับการเป็น

สมาชิกของชุมชน  เมื่อออกจากหมู่บ้านไปสิทธิในการครอบครองนั้นก็จะหมดไปด้วย  แม้ใน

สมัยที่ชุมชนหมู่บ้านอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐในระบบศักดินา รัฐก็เป็นเจ้าของที่ดินโดย

การอ้างสิทธิตามกฏหมายแต่ในทางปฏิบัติและการจัดการในรายละเอียดว่าใครจะทำนาตรง

ไหนเป็นเรื่องของชุมชน  ซึ่งต่างกับสังคมตะวันตกที่เรือน(household)และกรรมสิทธิ์เอกชน

(private property)เป็นลักษณะสังคมของเขามาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรีก [ฉัตรทิพย์

นาถสุภา, บ้านกับเมือง, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2529, หน้า 75-76]  ด้วยเหตุนี้เอง ที่

ในปัจจุบันนี้(2532)มีชาวบ้านถึง 1,200,000 ครอบครัว เข้าไปอยู่ในที่ป่าสงวนของ

รัฐรวมพื้นที่ถึงประมาณ 30 ล้านไร่ โดยไม่เกรงกลัวกฏหมาย  เป็นการสะท้อนทัศนะเกี่ยว

กับการใช้ที่ดินของชาวบ้านตามแบบวัฒนธรรมชุมชน

ในที่ที่มีน้ำเพียงพอ ชาวบ้านปลูกผักบางชนิดที่หาจากป่าไม่ได้ เช่นแมงลัก หอม

ตะไคร้ ปลูกผลไม้เช่นกล้วย มะละกอ มะม่วง  ตามที่ดอนที่โคกหัวไร่ปลายนาก็

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หรือปลูกฝ้าย เพื่อปั่นเป็นเส้นด้ายไว้ทอผ้า ถักแห ทำอวน  ปลูกปอไว้

ทำเชือก  ปลูกต้นใผ่ไว้เพื่อใช้เป็นแนวกันลม ใช้สร้างบ้าน สร้างยุ้ง ทำฟืน ทำตอก

มัดคอรวงข้าว ทำเครื่องมือจับสัตว์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ  ส่วนไม้เนื้อแข็งและหวายก็เอา

จากป่า การรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็ใช้สมุนไพรที่เก็บหาเอาจากป่าจากดง

ชาวบ้านยังได้พัฒนาเทคโนโลยีในการถนอมอาหารขึ้นมา เช่นการทำกะปิ เคยกุ้ง

เคยปลา ปลาร้า ปลาเค็ม ปลาแห้ง

ระบบการผลิตดังกล่าวเป็นระบบที่วางพื้นฐานอยู่บนการพึ่งตนเองในระดับสูง(โดย

ผ่านการพึ่งพาธรรมชาติ) เป็นระบบที่ทำให้ชาวบ้าน"มีกินมีอยู่"อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

เนื่องจากปัจจัย 4 อันเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้รับการตอบสนอง

(ดูภาพ)

 

 

                (แผนภาพแสดงวิธีการอยู่การกินของชาวบ้าน)

 

น้ำ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดในระบบการผลิตของชาวบ้าน ในเขตที่มี

สายน้ำใหญ่ผ่านให้ได้พึ่งพา เขาจะมีวิธีการในการรักษาดูแล  เช่นในภาคเหนือ ชาวบ้าน

เรียกลำน้ำต่าง ๆ ว่า "แม่" เช่น แม่ปิง แม่สาย แม่ยม เพราะน้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ให้

ชีวิตแก่พวกเขา  มีการสร้างระเบียบกฏเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้น้ำของชุมชน  ในภาคอีสาน

ชาวบ้านมีความเชื่อว่าผู้ที่ไปปิดกั้นทางน้ำจะเจ็บไข้ได้ป่วย และจะหายก็ต่อเมื่อไปเอา

ที่กั้นน้ำนั้นออก

                อย่างไรก็ตาม น้ำตามธรรมชาติที่ชาวบ้านในชนบทไทยต้องพึ่งพามากที่สุดในระบบ

การผลิตของเขาก็คือ "น้ำฝน" บทสวดหรือคำอวยพรในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชุมชน

หรือบ้านเมืองจะมักมีคำขอให้ "ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล" รวมอยู่ด้วย

คำว่า "ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล" ในภาษาของชาวบ้านหมายความว่า ให้ฝนตกลง

มาตรงฤดูการปักดำ เพื่อให้ได้ตกกล้าดำนากัน และอย่าทิ้งช่วงนานเกินไปในระหว่างที่ข้าว

กำลังเติบโต จนข้าวที่ปักดำไว้กลายเป็น"ข้าวคอยฝน" และพากันเหี่ยวตาย  เพราะ

ธรรมชาติของฝนนั้นมักจะมาหนักในช่วงต้นและช่วงปลายฤดู  จะมีช่วงหนึ่งตรงกลางฤดูที่ฝน

จะตกน้อยหรือไม่ตกเลยติดต่อกันเป็นสัปดาห์  ปีไหนที่[1]ฝนทิ้งช่วง[1]ตรงกลางฤดูเป็นเวลานาน

เช่นเป็นเดือน ข้าวที่ปักดำไว้ก็จะตาย  และเรียกปีนั้นว่าเป็นปีที่แห้งแล้ง  ถึงแม้ว่าหลังจาก

ข้าวตายหมดแล้วฝนจะตกลงมามากเท่าไรก็ตาม  มีบ่อยครั้งที่ความแห้งแล้งกับน้ำท่วมจะมา

ด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องจากฝนมาหนักตอนปลายฤดูนั่นเอง

 

ดังนั้น การนำเอาปริมาณน้ำฝนมาเป็นตัววัดว่าปีไหนฝนตกมากน้อยเท่าใด

กี่ลูกบาศก์เซนติเมตรจึงไม่เพียงพอ  ต้องดูที่การ"ตกต้องตามฤดูกาล"เป็นสำคัญด้วย

                เมื่อข้าวเป็นอาหารหลัก ความอุ่นใจที่จะไม่ขาดแคลนข้าวจะมีมากขึ้นหากครอบครัว

ใดหรือหมู่บ้านใดสามารถปลูกข้าวเพียงพอที่จะบริโภคได้ถึง 2 ปี เพราะนั่นหมายถึงว่าแม้ปี

ต่อไปฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือทำนาไม่ได้ผลด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ก็ยังมีข้าวเหลือ

ไว้กิน

                อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทำการผลิตถึงขั้นที่ต้องเตรียมข้าวไว้ให้พอกินได้ถึงสองปีใน

บริเวณที่ฝนฟ้าไม่แน่นอน ระบบการผลิตชนิดนี้ก็ไม่ได้ต้องการเนื้อที่ในการเพาะปลูกมากมาย

อย่างในระบบการผลิตเพื่อขายซึ่งเข้ามาภายหลัง  เพราะมีขอบเขตของความต้องการใน

การบริโภคอยู่  กล่าวคือ ส่วนหนึ่งไว้กินในครัวเรือน  ส่วนหนึ่งใช้ทำบุญทำทาน

ส่วนหนึ่งไว้ทำพันธุ์ ส่วนหนึ่งสำรองไว้เผื่อยามขาดแคลน และส่วนหนึ่งใช้ส่งส่วยเสียภาษีให้

รัฐ  นอกจากนี้ ระบบการผลิตดังกล่าวยังไม่ทำลายระบบนิเวศน์เพราะเป็นระบบเกษตร

ธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมี  และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ (เช่น รถไถที่ใช้นานเข้าจะอัด

หน้าดินจนแข็ง ดินเปลี่ยนสภาพ) แต่เน้นการใช้แรงงานคนและสัตว์กับเครื่องมือขนาดเล็กที่

ผลิตเองได้  งานใดที่คนเดียวหรือครอบครัวเดียวไม่สามารถทำได้ทันกับฤดูกาล เช่นการ

ดำนาและการเกี่ยวข้าว ก็มีการระดมหลาย ๆ ครอบครัวมาลงแขกกัน  ระบบการผลิตชนิด

นี้จึงไม่ต้องจ้างแรงงาน ไม่ต้องลงทุนในรูปตัวเงิน

                แม้ในปัจจุบันที่ระบบเกษตรกรรมแบบใหม่ที่มุ่งผลิตเพื่อขายจะแทรกซึงเข้าไปในพื้นที่

ชนบททั่วไปอย่างกว้างขวางแล้วก็ตาม  สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็ยังคงมีการปฏิบัติอยู่โดยทั่วไป

ในระดับที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม  และส่วนหนึ่งก็ได้เปลี่ยนแปลงเป็นแบบครึ่ง ๆ

กลาง ๆ คือยังปลูกกินอยู่ส่วนหนึ่งและปลูกขายอีกส่วนหนึ่ง  อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบการ

ผลิตแบบ "กึ่งยังชีพ" ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตของชาวบ้าน และผลกระทบ

ต่อวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ จะกล่าวอย่างละเอียดในต่อไปในเรื่องการเปลี่ยนแปลง

ทางวัฒนธรรม

 

                (2) ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กัน ระบบครอบครัวในชนบทไทยเป็นระบบ

ครอบครัวขยาย  ลูกที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วจะยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ (โดยเฉพาะลูก

สาวคนสุดท้องถ้าเป็นหมู่บ้านอีสาน) ส่วนลูกคนอื่น ๆ ที่แยกครอบครัวไปก็มักจะสร้างเรือน

หลังใหม่อยู่ในบริเวณเดียวกัน จนกลายเป็นกลุ่มบ้านหรือที่เรียกว่า "คุ้มบ้าน" ใหม่ขึ้นในหมู่

บ้านเดิม  กลุ่มบ้านจึงเป็นชุมชนย่อยในชุมชนหมู่บ้านอีกทีหนึ่ง  และชาวบ้านก็มีชื่อเรียกกลุ่ม

บ้านย่อยนี้ไปตามชื่อของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวครอบครัวแรกที่มาตั้งบ้านเรือนในคุ้มนี้  หรือ

ตามชื่อหมู่บ้านหรือตำบลเดิมที่สมาชิกกลุ่มบ้านนี้อพยพมา  หรืออาจจะเรียกตามลักษณะของ

สถานที่  เช่นที่หมู่บ้านทุ่งโม่ง ในเขตอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร  มีการตั้งบ้านเรือน

เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มแม่ใหญ่อ่อน กลุ่มนายลี กลุ่มใผ่ล้อม กลุ่มบ้านดัว กลุ่มหล่มเก่า กลุ่ม

บ้านโคก และกลุ่มบ้านหนองละมาน[ดูสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์การศึกษาเรื่องการ

สื่อสารในชนบท กรณีบ้านทุ่งโม่ง ในเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องผลกระทบการพัฒนา

และปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน, โครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนา จุฬาลง

กรณ์มหาวิทยาลัย 2527]  ชื่อกลุ่มบ้านดังกล่าวเป็นตัวบ่งบอกถึงประวัติ

ความเป็นมาของกลุ่มบ้านนั้น เช่นกลุ่มหล่มเก่าก็คือพวกที่พากันอพยพมาจากหล่มเก่า

                เกือบทุกคนในแต่ละคุ้มบ้านเป็นญาติกันทั้งโดยสายเลือด และโดยการนับถือว่าเป็น

ญาติกันโดยวิธีทางประเพณีอื่น ๆ เช่นการมาจากถิ่นฐานเดียวกัน การนับถือผีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ จะมีนามสกุลใช้อยู่เพียงไม่กี่นามสกุล

                ที่หมู่บ้านคีรีวง ในเขตอำเภอลานสะกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่

ขนาด 600 หลังคาเรือน มีตระกูลใหญ่ ๆ อยู่เพียง 7 ตระกูล  ชาวบ้านคีรีวงกว่าร้อย

หลังคามีนามสกุล "ตะลึงจิตร"  อีกหลายสิบครอบครัวใช้นามสกุลตะลึงพัฒน์  ประพัฒน์

และพาระพัฒน์(ซึ่งแผลงมาจากประพัฒน์)  หมู่บ้านคีรีวงที่มีหลายร้อยหลังคาเรือนในปัจจุบัน

นี้เกิดจากการขยายตัวจาก 50 กว่าครอบครัวเมื่อ 60 ปีก่อน  เมื่อหมู่บ้านมีอายุมากเข้า

ลูกหลานของแต่ละตระกูลมีการแต่งงานกันจนทั้งหมู่บ้านเกือบจะนับญาติกันได้หมด[ดูพรพิไล

เลิศวิชา, รายงานการวิจัย 200 ปีคีรีวง, สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน 2530] หมู่

บ้านที่เก่าแก่ในภาคอื่น ๆ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

                ความเป็นสังคมเครือญาติทำให้สมาชิกแต่ละคนในหมู่บ้านสนใจและห่วงใยในความ

เป็นไปในชีวิตของสมาชิกคนอื่น  เช่นในวันที่มีเด็กเกิดในหมู่บ้านเพื่อนบ้านหรือญาติก็จะมา

ช่วยกัน ผู้ชายผ่าฟืน ผู้หญิงหุงหาอาหาร เด็กก็ช่วยงานอื่น ๆ เช่นตักน้ำ ขนน้ำ  เมื่อมีคน

เจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีคนตาย ก็จะช่วยกันเช่นนี้  การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย จึง

เป็นเรื่องสำคัญของ"ชุมชน" ไม่ใช่เรื่องของ"ครอบครัว"ใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น

                ไม่เพียงแต่ความเป็นไปของคนอื่น  ในเรื่องของความเป็นมา คนชนบทยังให้ความ

สนใจไต่ถามคนบ้านอื่นที่ได้พบกัน ว่าอยู่บ้านไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นลูกเป็นหลาน

ของคนที่เขารู้จักหรือเปล่า  ซึ่งต่างจากคนเมืองที่จะสนใจว่าคนอื่นมีอาชีพอะไร มีฐานะ

ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร เพื่อที่จะได้กำหนดท่าที กำหนดความสัมพันธ์ต่อกันได้ถูก

ซึ่งก็เป็นความจำเป็นตามระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมือง

                ในแต่ละครอบครัวมีการจัดระบบงานและความรับผิดชอบให้แก่สมาชิกของครอบครัว

แต่ละคน เช่นผู้ชาย(พ่อและลูกชายที่โตแล้ว)จะทำงานที่ต้องใช้แรงงานหนักและเสี่ยงภัยสูง

เช่นการล่าสัตว์ ตัดไม้ เลื่อยไม้ ขุดดิน ปั้นคันนา ไถนา ในขณะที่ผู้หญิง(แม่และลูกสาวที่โต

แล้ว)จะทำงานตำข้าว ฝัดข้าว หุงหาอาหาร และร่วมใช้แรงงานในไร่นาบางอย่าง เช่น

การถอนกล้า(จำเป็นต้องใช้ผู้หญิงเป็นหลักเพราะขณะนั้นผู้ชายต้องไถ) การปักดำ การเก็บ

เกี่ยว การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอถักปักเย็บ  ส่วนลูกที่ยังเล็กอยู่ ยังยกหางไถไม่

ขึ้น ก็ช่วยตักน้ำ  เลี้ยงสัตว์ และงานบ้านอื่น ๆ  คนเฒ่าคนแก่(ปู่ย่าตายาย)ก็มีหน้าที่ให้คำ

ปรึกษา ช่วยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนทางจริยธรรม และถ่ายทอดคุณค่า รวมทั้งวิชาความรู้ของ

ชุมชนที่สืบทอดกันมาให้กับเด็ก

                พ่อแม่และญาติพี่น้องมีฐานะเป็นครูของลูกหลานไปในตัว โดยวิธีการถ่ายทอดความรู้

แบบ "พาทำ"  คือ นำปฏิบัติ  กระบวนการเรียนรู้ของสมาชิกในชุมชนจึงเป็นกระบวนการที่

ผ่านการปฏิบัติเป็นสำคัญ และสิ่งที่เรียนรู้(หลักสูตร)ก็คือวิชาต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำ

มาหากิน ในการอยู่ร่วมสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งกับธรรมชาติ  "โรงเรียน" ของสถาบันการ

ถ่ายทอดวิชาความรู้ของชุมชนชนบทจึงเป็นที่บ้าน ตามท้องไร่ท้องนา ตามป่าตามเขา

ห้วยหนองคลองบึง  ซึ่งนักการศึกษาสมัยใหม่อาจมองว่านี่เป็น "การศึกษานอกระบบ" ซึ่งก็

จริงเมื่อยืนอยู่นอกชุมชนมองเข้ามา  แต่หากอยู่ในชุมชนมองออกไปก็จะกลายเป็น

"การศึกษาในระบบ" คือเป็นการศึกษาในระบบของชุมชน

                การถ่ายทอดวิชาความรู้และศิลปวิทยาพิเศษเฉพาะทาง เช่น วิชาการรักษาโรคแบบ

พื้นบ้าน วิชาช่างแขนงต่าง ๆ รวมทั้งวิชาการแสดง อาจารย์หรือครูนอกจากจะดูว่าผู้ที่ต้อง

การเรียนวิชานั้นมีแวว มีพรสวรรค์ หรือ"ภูมิปัญญา"ที่จะเรียนได้หรือไม่แล้ว ยังจะต้องดู

ที่"ภูมิธรรม"ของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ด้วย  โดยศิษย์บางคนอาจต้องไปขออยู่กับอาจารย์

เป็นเดือนเป็นปี ช่วยทำไร่ไถนาไปด้วย  หลังจากได้สังเกตนิสัยใจคอและความ

ประพฤติของผู้ที่มาสมัครเป็นศิษย์จนแน่ใจแล้ว  จึงจะรับเป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้  โดยจะ

จัดพิธี "ครอบครู" ขึ้นเพื่อเป็นการบอกกับบูรพคณาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาสืบทอดกันมา

ว่าในสายครูนี้รับศิษย์เพิ่มอีกคนหนึ่ง หรืออีกหลายคนก็แล้วแต่  ให้ศิลปวิทยาพื้นบ้านจึง

ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ที่ทรงทั้งภูมิธรรมและภูมิปัญญาเท่านั้น  (ทั้งนี้ไม่นับวิชา "ไสย" ใน

ประเภทไสยดำ ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้สำหรับให้ร้ายผู้อื่น มิใช่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น)  ผู้ที่ได้วิชาไป

แล้วต้องประพฤติปฎิบัติตัวตามที่อาจารย์แนะนำ และได้ทำตัวเป็นแบบอย่างไว้  เมื่อใดที่

ประพฤติตัวไม่ดี นำวิชาไปใช้ผิดทาง ภูมิธรรมเสื่อม (ธรรมแตก) ภูมิปัญญาก็จะเสื่อมไป

ด้วย และอาจต้องมีอันเป็นไปต่าง ๆ    วิชาความรู้พื้นบ้านจึงเป็น "ของสูง" ที่แม้มีเงินก็

ไม่อาจซื้อกันได้  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันวิชาพื้นบ้านบางอย่างเริ่มมีการเรียกค่าเล่า

เรียนกันบ้างแล้ว เช่น การเรียนเป็นหมอลำ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปกติในสังคมที่กำลังมีการ

เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และต่างก็มีปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว  กระนั้นก็ตาม

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนก็ยังมีมิติของ "ครู" กับ "ศิษย์" ในระบบเดิม

 

 

(ภาพประกอบ "ครูหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ครูหนังตะลุง ทำพิธีครอบครูให้ศิษย์ที่บ้าน

ในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช" ภาพได้รับความเอื้อเฟื้อจาก หนังสุชาติ ทรัพย์สิน 2531)

 

                ในด้านการจัดการภายในชุมชน ก่อนที่ระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคของ

รัฐบาลจะเข้าไปมีบทบาทเข้มข้นขึ้นในหมู่บ้านนั้น  ชุมชนหมู่บ้านมีระบบการบริหารภายใน

ชุมชนของตนเองอยู่ก่อนแล้ว โดยผู้อาวุโสและหัวหน้ากลุ่มบ้านต่าง ๆ มีการปรึกษาหารือ

เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน  หากเป็นหมู่บ้านเล็กที่ไม่มีคุ้มบ้านย่อย  หัวหน้าหรือตัวแทน

จากตระกูลต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่คล้ายคณะกรรมการหมู่บ้านในปัจจุบัน โดยมีผู้อาวุโสที่เรียกกัน

ว่าผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ

                ระบบ "ผู้ใหญ่บ้าน" เริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2435 ที่บ้านเกาะ อ.บางปะอิน

จ.พระนครศรีอยุธยา  ในสมัยแรก ๆ ผู้ใหญ่บ้านมีฐานะคล้าย ๆ กับรัฐมนตรีต่างประเทศที่

ต้องฟังมติของสภาผู้เฒ่าของหมู่บ้านในการติดต่อสัมพันธ์กับภายนอกรวมทั้งกับทางราชการ

แต่ต่อมาผู้ใหญ่บ้านจำนวนมากได้กลับกลายเป็นฝ่ายภายนอก เกิดเป็นความขัดแย้งกัน

ระหว่างอำนาจเดิมของชาวบ้านในชุมชนที่ผ่านทางสภาผู้เฒ่า  กับอำนาจของผู้ใหญ่บ้านใหม่

ที่มีอำนาจจากภายนอกหนุนหลัง  การต่อสู้กันของอำนาจทั้งสองนี้ยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้

อย่างเงียบ ๆ  ในหมู่บ้านที่ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากกว่า  สภาผู้เฒ่าก็ลดบทบาทลงเหลือแค่

การดูแลกิจการของวัด

                ในภาคเหนือ มีการจัดระบบเพื่อการปกครองชุมชนหมู่บ้านเรียกว่า "ระบบหัวหมวด"

โดยแบ่งหมู่บ้านออกเป็นหมวด ๆ โดยหมู่บ้านหนึ่งอาจมี 5 ถึง 10 หมวด แล้วแต่ขนาดของ

ชุมชน  ในแต่ละหมวดประกอบด้วย 15 ถึง 30 ครอบครัว  โดยแต่ละหมวดจะมี

"หัวหมวด" ที่ชาวบ้านในหมวดคัดเลือกกันขึ้นมา 1 คน หัวหมวดมีหน้าที่ประสานงานกับหัว

หมวดอื่น ๆ โดยเมื่อปัญหาหรือกิจกรรมใด ๆ ในหมู่บ้าน จะมีการเรียกประชุมกันที่วัด

ร่วมกับคณะกรรมการวัด(หัวหมวดบางคนก็เป็นกรรมการวัดด้วย) และเจ้าอาวาสก็จะเข้า

ร่วมด้วย[ดูสวิง ตันอุด, การจัดระบบหัวหมวดในภาคเหนือ ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 5/2528

                นอกจากระบบหัวหมวดทางการปกครองแล้ว ในชุมชนภาคเหนือยังมี[1]ระบบการจัดการ

แหล่งน้ำ (หรือระบบชลประทานราษฎร์ตามที่ราชการปัจจุบันเรียก) ที่ถือปฏิบัติต่อเนื่องกัน

มาไม่น้อยกว่า 1,000 ปี  เนื่องจากภูมิประเทศทางภาคเหนือเต็มไปด้วยภูเขา มี

สายน้ำลำธารมากมาย ชาวบ้านจึงได้สร้างฝายกั้นน้ำ ให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมา แล้วปล่อยให้ไหล

ตามลำเหมือง (คลองส่งน้ำเล็ก ๆ)เข้าไปตามที่นา  โดยทุกปีก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะ

ปลูก(ราวเดือนพฤษภาคม) ชาวบ้านจะร่วมกันซ่อมแซมฝายและขุดลอกลำเหมือง  โดยมี

"แก่ฝาย" (หัวหน้าฝาย) เป็นผู้จัดการ ดูแลและประสานงาน  แก่ฝายยังมีหน้าที่จัดสรร

ปันน้ำ ตัดสินชี้ขาดกรณีพิพาทเรื่องน้ำ และการเปรียบเทียบปรับผู้ไม่ให้ความร่วมมือ หรือผู้

ทำผิด "สัญญาเหมืองฝาย" ด้วย  ต่อจากแก่ฝาย ในบางพื้นที่ยังมี "แก่เหมือง" ทำหน้าที่รับ

ผิดชอบในพื้นที่เล็กลงมาอีก และมี "ล่ามน้ำ" เป็นผู้คอยสื่อสารระหว่างแก่ฝาย แก่เหมือง

กับผู้ใช้น้ำ  ในกรณีมีการประชุมของกลุ่มเหมืองฝาย หากเกิดมีผู้ไม่รู้เรื่องเพราะ

ล่ามน้ำไม่ได้บอก ล่ามน้ำจะถูกลงโทษ[ดูชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, เหมืองฝาย:ระบบชุมชน,

ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 3/2528

                การแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้งในชุมชนชนบทก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ

ในวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน  ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญหาก

ความถูกต้องนั้นเป็นตัวทำลายความสงบและสันติของชุมชน

                การแก้ไขความขัดแย้งหรือกรณีพิพาทในชุมชนชนบท เดิมมีศาลเฒ่าศาลแก่เป็นผู้

พิจารณาคดี  โดยมีผู้เฒ่าที่คู่กรณีและชาวบ้านทั้งหลายนับถือว่าเป็นผู้ที่ทรงความยุติธรรมของ

หมู่บ้านเป็นผู้พิจารณา  การพิจารณานั้นก็ใช้หลักจารีตประเพณีที่ถือปฏิบัติต่อกันมา  การ

แก้ไขข้อขัดแย้งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำให้คู่กรณีสามารถประณีประนอมและอยู่ร่วมกันใน

ชุมชนนั้นได้ต่อไป   โทษสูงสุดที่ผู้กระทำผิดจะได้รับจากการพิจารณาในระบบนี้ก็คือการ

เนรเทศออกจากชุมชนไป ไม่มีการประหารชีวิต[สัมภาษณ์อดีตกวนบ้านคูรัง อำเภอพยัฆภูมิ

พิสัย จ.มหาสารคาม 2527]

                ปัจจุบัน แม้ระบบการปกครองแบบใหม่จะเข้าไปถึงหมู่บ้านชนบทแล้วก็ตาม  ชาวบ้าน

จำนวนมากก็ยังคงอาศัยระบบศาลผู้เฒ่าผู้แก่เดิมจัดการคดีความต่าง ๆ กันเองอยู่ เช่นเมื่อ

ปี 2526  ในระหว่างงานทอดผ้าป่า ที่บ้านถนนโพธิ์ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา

ปรากฏมีสุนัขของครอบครัวหนึ่งเข้าไปกัดหมูในเล้าของอีกครอบครัวหนึ่ง เจ้าของหมูผู้เสีย

หายเรียกเงินค่าเสียหาย 200 บาท เจ้าของสุนัขบอกว่าความเสียหายนี้เล็กน้อยมาก และ

จะจ่ายให้เพียง 50 บาท ทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้  ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายจึงพาคู่กรณีไปหา

พ่อใหญ่คนหนึ่งที่คู่กรณีนับถือว่าเป็นผู้มีความยุติธรรม พ่อใหญ่คนนั้นได้สอบถามเรื่องราวจาก

ทั้งสองฝ่ายแล้วไปดูที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินว่าควรให้ผู้เสียหายได้รับเงินชดเชย 100 บาท

คู่กรณียอมรับ หลังจากนั้นก็นำเงินนั้นไปซื้อเหล้ามาเลี้ยงฉลองกัน  หลังจากเหตุการณ์ดัง

กล่าวความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวทั้งสองยิ่งแนบแน่นขึ้น

                เหตุการณ์นี้เป็นกรณีพิพาทเล็ก หากเป็นกรณีใหญ่ในระดับคอขาดบาดตายก็คงต้องใช้

พ่อใหญ่หรือผู้เฒ่าเป็นคณะ  ซึ่งนั่นก็คือศาลเฒ่าศาลแก่นั่นเอง  คณะผู้เฒ่าในกรณีเช่นนี้อาจ

เทียบได้กับคณะผู้พิพากษาในกระบวนการพิจารณาคดีในสังคมสมัยใหม่   เหตุการณ์ทำนองนี้

ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันของชาวบ้านในหมู่บ้านชนบททุกวันนี้  เพราะ

ชาวบ้านมักไม่นิยมให้ตำรวจและฝ่ายปกครองอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนนอกชุมชน เข้ามาเกี่ยว

ข้องด้วย จะทำให้ทุกอย่างอยู่นอกเหนืออำนาจการจัดการของชุมชน  และเจ้าพนักงานก็

ต้องทำไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายบ้านเมือง  ซึ่งเป็นระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใช้ครอบ

คลุมทั้งประเทศ  มิอาจคำนึงถึงความสัมพันธ์ของคู่ความคู่ใดคู่หนึ่งเป็นการเฉพาะได้

                นอกจากระบบต่าง ๆ ภายในชุมชนดังที่กล่าวมาแล้ว  ระหว่างชุมชนกับชุมชนก็มี

ระบบความสัมพันธ์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่นหมู่บ้านที่ฝนแล้งทำนาไม่ได้ผลก็สามารถขอ

ความช่วยเหลือจากบ้านที่ทำได้ผล  โดยพากันนำพืชผักที่ตนเองมีมาแลกข้าว  ฝ่ายที่ให้ข้าว

ก็ให้ไปด้วยจิตเมตตา โดยดูว่าผู้มาขอความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนเพียงไรก็แบ่งส่วนที่ตนมี

ให้ไปตามความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ให้ไปแล้วผู้ให้เองก็ไม่เดือดร้อน โดยไม่ได้คิด

ว่าพืชผักที่อีกฝ่ายหนึ่งนำมานั้นจะมีมูลค่าเท่าใดตามหลักคิดของระบบการค้าสมัยใหม่ แต่เป็น

การแลกเปลี่ยนกึ่งช่วยเหลือกันในระบบคุณธรรม

                แม้ว่าทุกวันนี้ เงินตราได้เข้ามาเป็นตัวกลางในระบบการแลกเปลี่ยนของชาวบ้าน

โดยทั่วไปแล้วก็ตาม  ชาวบ้านจำนวนมากโดยเฉพาะทางภาคอีสานก็ยังคงนำพืชผักที่ตนเอง

มีออกแลกข้าวกับหมู่บ้านอื่นอยู่  ที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือว่าภาคอีสานแห้งแล้งจน

เด็กต้องขาดโรงเรียนติดตามพ่อแม่ไปขอทานนั้นจึงไม่จริงทั้งหมด เพราะยังมีส่วนที่เดินทาง

ไปในลักษณะที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาด้วย  ชาวบ้านที่ยกขบวนไปขอแลกข้าวจากหมู่บ้าน

ที่มีความสัมพันธ์กันมาก่อนนั้นมิได้รู้สึกตัวเองต่ำต้อยหรือเสียศักดิ์ศรี พวกเขายังคงได้รับการ

เรียกขานจากชาวบ้านผู้ให้แลกข้าวว่า "พ่อใหญ่แม่ใหญ่" ดังเช่นในบ้านของตัวเอง  นอก

จากนั้นพ่อใหญ่แม่ใหญ่เหล่านี้ยังกลับเห็นการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นประเพณีที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือ

ปู่ย่าตายายได้"พาทำ"กันมา  และพวกตนก็เคยได้ช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่บ้านตนฝนฟ้าดีมา

แล้ว

                ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนหมู่บ้านในชนบทมิได้มีเพียงในช่วงที่ฝนฟ้าแล้ง  ในภาวะ

ปกติก็จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กัน  ทั้งนี้เพราะแต่ละหมู่บ้านมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง

กล่าวคือบางหมู่บ้านอาจมีดินเหนียวดีและมีความสามารถในการปั้นหม้อ ในขณะที่ไม่มีช่างตี

เหล็กเลย  ขณะเดียวกันหมู่บ้านตีเหล็กอาจขาดแคลนหม้อ เกิดเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแลก

เปลี่ยนกัน  ในกรณีการรักษาโรคก็เช่นกัน ชาวบ้านเขาจะรู้กันว่ามีหมอยาคนไหนเก่งทาง

รักษาโรคอะไร อยู่ที่หมู่บ้านไหน

                ชาวบ้านในเขตภูเขาอำเภอลานสะกา จังหวัดนครศรีธรรมราชไม่สามารถทำนาได้

แต่มีผลหมากรากไม้ เช่นสะตอ ลูกเนียง มังคุด ทุเรียนเหลือเฟือก็นำใส่เรือที่เรียกกันว่า

"เรือเหนือ" ล่องตามลำคลองไปแลกข้าวแลกเกลือกับชาวบ้านในเขตที่ราบลุ่มปากพนัง ก็

เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันชนิดหนึ่ง  ซึ่งในหลายกรณีนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมใน

เชิงเป็นญาติกันแบบไม่ต้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน แต่สามารถคบหากันลึกซึ้งแบบ "มีสุข

ร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน" ได้ โดยผ่านพิธีกรรมที่เรียกกันว่า "มัดเกลอ"

                การ"เป็นเกลอ" กันระหว่างคนที่อยู่ทางภูเขากับคนอยู่ที่ราบทางฝั่งทะเลนี้มีสำนวน

เรียกกันติดปากคนใต้ว่า "ไอ้เกลอเขาไอัเกลอเล" [เปลื้อง คงแก้ว, พัฒนาการของหมู่

บ้านภาคใต้ ในวิกฤติหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]  ในภาคอื่น เช่นภาคอีสานก็มี

พิธี "ผูกเสี่ยว" ที่มีความหมายแบบเดียวกัน

 

                (3) ระบบคุณค่า ศาสนา และความเชื่อ  แม้ว่าศาสนาพุทธจะแผ่เข้ามาในดินแดนที่

เป็นประเทศไทยปัจจุบันนับพันปีแล้ว  และหมู่บ้านชนบทเกือบทุกแห่งมีวัดทางพุทธศาสนาอยู่

เว้นแต่ในแถบสี่จังหวัดภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  ศาสนาพุทธที่ชาวบ้าน

ชนบทนับถือนี้ก็ยังคงมีส่วนผสมของความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนที่สืบทอดกันมา กับความเชื่อ

แบบศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาก่อนอยู่ด้วย

                อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แฝงอยู่ในความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างเห็นได้

ชัด  การตั้งศาลพระภูมิก็เป็นคติแบบพราหมณ์  ต้องใช้หมอพราหมณ์ทำพิธี โดยในวันทำ

พิธีนั้นอาจนิมนต์พระสงฆ์มาสวดด้วย  เรื่องของมเหศักดิ์ หลักบ้าน หลักเมือง ก็มาจากคติ

ความเชื่อแบบพราหมณ์

                พิธีกรรมของชาวบ้านในภาคใต้มีคติความเชื่อแบบพราหมณ์แฝงฝังอยู่มาก โดยเฉพาะ

ในเขตชุมชนเก่าเช่นนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี  นอกจากในแง่ความเชื่อและ

พิธีกรรมแล้วยังมีหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งคนที่มีเชื้อสาย

ตระกูลพราหมณ์กระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยหนึ่ง ศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามามี

บทบาทในระบบความเชื่อของคนในบริเวณนี้สูงมาก[ดูปรีชา นุ่นสุข, ศาสนาพราหมณ์กับภูมิ

ปัญญาชาวบ้านภาคใต้ ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]  พระยาอนุมาน

ราชธน ปราชญ์ทางด้านวัฒนธรรมของไทยจึงเรียกพุทธศาสนาที่ชาวบ้านนับถือที่ผสมผสาน

ความเชื่อแบบดั้งเดิมและแบบพราหมณ์เข้าไปด้วยนี้ว่า "พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน"

(Popular Buddhism) ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธที่เป็นพุทธตามหลักปรัชญาคำสอนของ

พระพุทธเจ้าที่ท่านเรียกว่า "ศาสนาของผู้รู้" (Intellectual Buddhism) [ดูพระยา

อนุมานราชธน, การศึกษาประเพณีไทย, ราชบัณฑิตยสถาน 2514]

                ในภาคเหนือมีตำนานเรื่องการต่อสู้กันระหว่างพระพุทธเจ้ากับ "ย่าขวัญข้าว" เมื่อ

ย่าขวัญข้าวน้อยใจหนีไป ความอดอยากก็เกิดขึ้น จนในที่สุดพระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปตาม

ย่าขวัญข้าวกลับ  ความอุดมสมบูรณ์จึงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง [ดูวิชิต นันทสุวรรณ และศรชัย

วิจิตรพร, ข้าวคือชีวิต ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 5/2528] ตำนานดังกล่าวก็คือสัญลักษณ์ หรือ

ตัวแทนของการต่อสู้กันระหว่างความเชื่อที่มีอยู่เดิมกับความเชื่อแบบพุทธศาสนาในช่วงที่เริ่ม

เผยแพร่เข้ามา

                การที่ศาสนาพุทธได้รับการยอมรับจากชาวบ้านอาจเนื่องมาจาก ประการที่หนึ่ง

ศาสนาพุทธสามารถให้คำอธิบายสนับสนุนความเชื่อและคุณค่าบางอย่างที่ชาวบ้านถือปฏิบัติกัน

อยู่แต่เดิมได้ เช่น ชาวบ้านให้คุณค่ากับการมีเมตตา มีความกรุณาช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับทุกข์

มีความชื่นชมยินดีในความสุขและความสำเร็จของผู้อื่น ศาสนาพุทธก็มีหลักคำสอนเกี่ยว

กับ พรหมวิหารธรรม ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ชาวบ้านถือปฏิบัติอยู่  ยังมีหลักธรรมอื่น ๆ อีก

จำนวนมากที่สามารถให้คำอธิบายสนับสนุนคุณค่าเดิมและการปฏิบัติตนที่มีอยู่ในวิถีชีวิตของ

ชาวบ้านในชุมชนได้   ประการที่สอง  พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ยินยอมที่จะประนีประนอมกับพิธีกรรมตามความเชื่อเดิมของชาวบ้าน เช่นพระสงฆ์ยอมรับนิม

นต์ไปร่วมในพิธีสวดไล่ผีร้าย อุทิศส่วนกุศลให้ผีดี  การเสกปลัดขิก  หรือการเจิมการรดน้ำ

มนต์ตามคติความเชื่อแบบพราหมณ์ที่แทรกตัวอยู่ในความเชื่อของชาวบ้านก่อนที่ศาสนาพุทธจะ

เข้ามา

                ระบบความเชื่อของชาวบ้านชนบทจึงมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อ 3 แบบใหญ่ ๆ ดัง

กล่าว คือ ความเชื่อดั้งเดิม ความเชื่อแบบพราหมณ์ และความเชื่อแบบพุทธ  จึงอาจเรียก

ระบบความเชื่อของชาวบ้านได้ว่าเป็นระบบความเชื่อแบบ "ผี-พราหมณ์-พุทธ" ซึ่ง

ส่วนผสมของความเชื่อเหล่านี้จะมีส่วนไหนมากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่พัฒนาการของชุมชนแต่

ละแห่ง  และแต่ละบุคคล

                ในที่นี้จะไม่กล่าวละเอียดถึงลักษณะความเชื่อแบบพราหมณ์และแบบพุทธซึ่งสามารถ

ศึกษาได้จากเอกสารทั่วไป จะเน้นกล่าวถึงเฉพาะความเชื่อแบบดั้งเดิมซึ่งเป็น "รากฐาน

ความเชื่อ" ของชาวบ้านชนบท ที่ยังมีผลต่อวิถีชีวิตของเขาอยู่กระทั่งทุกวันนี้  แม้แต่ในหมู่

บ้านชนบทที่เป็นหมู่บ้านคริสต์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดหนองคาย  ชาวบ้านที่เป็นคริสตชนบางคน

ยังนำไก่ต้มไปแก้บนกับรูปปั้นพระนางมารี(มารดาของพระเยซู)ในโบสถ์ของหมู่บ้าน

[ข้อมูลจาก วิชิต นันทสุวรรณ, สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา 2526]

                ผู้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมชนบทหรือต้องทำงานเกี่ยวข้องกับชาวบ้านในชนบทหากไม่มี

ความเข้าใจในรากฐานความเชื่อนี้ของชาวบ้านแล้วก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

                ความเชื่อดั้งเดิม เกิดขึ้น สืบทอด และมีพัฒนาการมานานกว่าความเชื่อแบบ

พราหมณ์ พุทธ คริสต์ และแบบอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  อันเป็นผลการจากต่อสู้ทางการ

ผลิตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ การที่มาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน  ต่อมาจึงมีอิทธิพลของศาสนา

พราหมณ์ที่แพร่จากอินเดียเข้ามาผสม  ต่อมาก็มีศาสนาพุทธติดตามเข้ามา  ทั้งนี้ไม่นับรวม

ถึงชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งในระบบความเชื่อของเขาอาจไม่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์อยู่

เลยก็ได้ จากความเชื่อเดิมก็มีอิทธิพลความเชื่อแบบพุทธหรือคริสต์เข้าไปผสมเลย โดยการ

เผยแพร่ศาสนาของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธหรือมิชชันนารีในศาสนาคริสต์ ในชนบทที่อยู่ห่าง

ไกลมาก ๆ กระทั่งอิทธิพลความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ พุทธ คริสต์ หรืออิสลามยังเข้าไป

ไม่ถึงก็ยังมีอยู่

                ลักษณะเด่นของความเชื่อดั้งเดิม[1] อันเป็นลักษณะร่วมของชาวบ้านส่วนใหญ่ในทุกภาค

ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษามอญ-เขมร (เช่นเขมร กะเลิง ส่วย

ในแถบอีสานใต้) กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาในตระกูลไทย-ลาวแถบภาคกลางและอีสาน  หรือ

กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาคต่าง ๆ รวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ก็คือ การให้คุณค่ากับ

ธรรมชาติที่แวดล้อมตัวเขาอยู่ และการให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษและสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่ง

สมถ่ายทอดมา

                การให้คุณค่ากับธรรมชาติแวดล้อม แสดงออกโดยการที่เขาให้จิตวิญญาณ

แก่สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่นในป่าก็มีเจ้า

ป่า มีเทพารักษ์ มีผีป่า ในต้นไม้บางชนิดก็มีผี เช่นผีตะเคียน ผีตานี ต้นโพธิ์ ต้นไทรก็มี

วิญญาณศักดิ์สิทธิสิงสถิตอยู่  ในน้ำมีผีน้ำ ในดินมีพระภูมิเจ้าที่  ในนามีพระภูมินา(ในภาค

กลาง) หรือผีตาแฮก(ในภาคอิสาน) ในเรือมีแม่ย่านางประจำเรือ ต่อมาเมื่อมีรถใช้ก็นำ

แม่ย่านางมาประทับในรถด้วย   รถของคนเมืองอาจไม่มีแม่ย่านางทุกคัน  แต่

รถอีแต๋นของชาวบ้านต้องมีแม่ย่านางอยู่ทุกคัน  ในวัวควายซึ่งเป็นสัตว์ใช้งานก็มี "ขวัญ"

เช่นเดียวกับคน เมื่อมีการใช้แรงงานสัตว์เหล่านี้อย่างหนักในการเพาะปลูกก็

ต้องมีพิธี "สู่ขวัญควาย" เพื่อขอขมาลาโทษและขอบคุณควาย  เม็ดข้าวที่หล่นบนพื้นคนชนบท

จะไม่เหยียบเพราะมี "แม่โพสพ" อยู่  คนชนบทให้คุณค่ากับข้าวสูงมาก ดังจะเห็นได้จาก

คนเฒ่าคนแก่กินข้าวเสร็จแล้วยกมือไหว้ข้าว ซึ่งก็คือการไหว้แม่โพสพนั่นเอง  ตำนานและ

คติพื้นบ้านที่เกี่ยวข้าวก็มีอยู่มาก เช่น ห้ามปลูกหรือเก็บข้าวเจ้าล้อมข้าวเหนียว ถือเป็นการ

ขนาบ อาจทำให้เจ้าของนาเจ็บป่วยถึงตาย  ห้ามขายข้าวในวันศุกร์และวันเสาร์  ห้าม

เก็บข้าวไว้ใต้ถุนบ้าน  ห้ามนำไข่ใส่ปากหม้อขณะหุงข้าว ขวัญข้าวจะตาย

                การให้คุณค่ากับสิ่งรอบตัวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตของชาว

บ้านที่เน้นการ ปรับตัว เข้ากับธรรมชาติและการ อยู่ร่วม กับธรรมชาติ ทุกอย่างมีเจ้าของที่เรา

จะล่วงละเมิดด้วยความมักง่ายไม่ได้  ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณของเจ้าป่าเจ้าเขาทำ

ให้ชาวบ้านไม่อาจตัดไม้ทำลายป่าลงอย่างง่าย ๆ  ในหมู่บ้านภาคอีสาน หากชาวบ้านคนในมี

ความจำเป็นต้องใช้ไม้สักต้นเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน เขาต้องบนบานศาลกล่าวทั้งกับเจ้าป่า

เจ้าเขาและต้องบอกกับ "จ้ำ" ซึ่งเป็นผู้สื่อสารระหว่างคนกับผีก่อน  หลังจากเลือกได้ต้นที่

ตรงประโยชน์ใช้งานตามต้องการ และจ้ำอนุญาตแล้ว ยังต้องมีพิธีบูชา เสร็จแล้วกลับไป

นอนบ้านอีกหนึ่งคืน หากคืนนั้นหลับสบายไม่ฝันร้ายอะไรเลย เช้าขึ้นมาจึงจะชักชวนกันไปตัด

ไม้ต้นนั้นได้ หากมีฝันร้ายเป็นลางไม่ดีก็ต้องเริ่มกระบวนการเลือกต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

                ชาวบ้านชนบทถ่อมตัวเองลงต่อหน้าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับ

โลก กับจักรวาลและดวงดาวแล้ว พวกเขารู้สึกตัวเองเล็กมาก  จะทำอะไรจึงต้อง

ระมัดระวังว่าจะไปกระทบกระเทือนอำนาจของธรรมชาติหรือที่เหนือธรรมชาติขึ้นไป ดัง

กรณีตัวอย่างการตัดไม้ที่ยกมา  ได้ไม้มาแล้วจะปลูกบ้าน ลงเสาหลักปักเสาเรือนก็ต้อง

ดูฤกษ์ดูยาม ดูทิศดูทางให้สอดคล้องกับเวลาและทิศทางของธรรมชาติด้วย เพื่อว่าสิ่งที่ทำนั้น

จะได้ไม่ "ขัด" กับกฏของธรรมชาติ  สร้างบ้านเสร็จแล้วจะมีพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ต้องหา

"วัน" ดีอีก (ที่ต้องเป็น "วัน" เพราะพิธีมงคลไม่นิยมทำกันในเวลากลางคืน)  ทั้งหมดนี้ก็

เนื่องจากโลกและจักรวาลมีศูนย์กลางและมีเวลาของมันอยู่  พวกเขาต้องการเป็น

ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่อยู่อย่างกลมกลืนกับโลกและจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้  พวกเขา

พยายามเข้าหาและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ซึ่งต่างกับแนวความคิดแบบสมัยใหม่ที่

พยายามเอาชนะธรรมชาติ [ดูเสรี พงศ์พิศ, เพิ่งอ้าง]

 

                การให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษและสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมถ่ายทอดมา แสดงออก

โดยการบูชาและยำเกรงบรรพบุรุษแม้ว่าบรรพบุรุษของเขาจะตายจากไปแล้ว โดยชาวบ้าน

เชื่อว่าในตัวมนุษย์ทุกคนมีวิญญาณอยู่ แม้ร่างกายจะตายไปแต่วิญญาณก็ยังคงล่องลอยอยู่และ

สามารถให้คุณให้โทษกับผู้ที่ยังอยู่ได้  ดังนั้นในครอบครัวแต่ละครอบครัวจะมีผีบรรพบุรุษ

ประจำครอบครัวอยู่ เรียกว่า [1]ผีเชื้อ[1] ซึ่งอาจเรียกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น เช่น ชาวบ้าน

ในภาคใต้เรียก "ผีตายาย" ภาคกลางเรียก "ผีปู่ย่าตายาย" และภาคเหนือเรียก "ผีปู่

ย่า" เป็นต้น

                การเรียกชื่อผีบรรพบุรุษของชาวบ้านยังเป็นเครื่องชี้ถึงลักษณะโครงสร้างครอบครัว

และการจัดระเบียบทางสังคมของเขาด้วย[ดูพระยาอนุมานราชธน, เพิ่งอ้าง]

                นอกจากผีบรรพบุรุษของแต่ละครอบครัวแล้ว ยังมีผีประจำชุมชนอีก  โดยเมื่อมี

การอพยพกันมาตั้งหมู่บ้านใหม่นอกจากจะต้องดูโดยใช้ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาว่าที่

ตรงไหนควรเป็นที่ปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งมักเป็นที่ดอนหรือที่โคก  ที่ตรงไหนควรจะเป็นที่

ทำนา ซึ่งมักเป็นที่ลุ่มที่น้ำท่วมถึง  ที่ตรงไหนควรจะเป็นที่ทำสวน ซึ่งมักเป็นที่ที่อยู่ใกล้

แหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดปี  ที่ตรงไหนควรจะเป็นทุ่งหญ้าสาธารณะเพื่อเลี้ยงสัตว์  ที่ตรงไหน

ควรจะปลูกแนวใผ่เพื่อกันลม  ดูแนวทางการไหลของน้ำและอื่น ๆ แล้ว  สำหรับชาวบ้าน

ชนบทแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือที่ตั้งศาลสำหรับบูชาผีประจำชุมชน เช่น "ศาลปู่ตา" ของชาว

ชนบทอีสาน ภาคอื่นอาจมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น "ผีเสื้อบ้าน" ในภาคเหนือ ซึ่งมักจะ

อยู่บนที่ดอนหรือที่โคกริมหมู่บ้านด้านในด้านหนึ่ง โดยยกเป็นศาลสี่เสาขึ้นอย่างง่าย ๆ

(ดูภาพ) ต่อจากนั้นก็มีการนำรูปปั้นหรือรูปสลักไม้ซึ่งทำเป็นรูปคนบ้างสัตว์บ้างไปวางไว้ข้าง

ใน ด้านหน้าตูบจะมีชานยื่นออกมาสำหรับวางเครื่องบูชา  บริเวณรอบ ๆ ศาลชาวบ้านจะ

ไม่ตัดต้นไม้ เว้นให้คงสภาพเป็นป่าไว้ เรียกว่า "ป่าปู่ตา" หรือ "ป่าเสื้อบ้าน"  ป่าดัง

กล่าวบางแห่งเนื้อที่เพียง 10 ไร่ ในขณะที่บางแห่งมีเนื้อที่กว่า 100 ไร่  ชาวบ้านได้

อาศัยป่านี้เป็นแหล่งอาหาร   เช่น สามารถเข้าป่าปู่ตาไปหาเก็บเห็ดเก็บผัก

หรือสัตว์เล็กต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  แต่ต้องมีการกล่าวขออนุญาตปู่ตาเสียก่อน

 

(ภาพประกอบ "ศาลปู่ตา บ้านดอนเขือง ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร"

ภาพโดยสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน 2532)

 

                "ป่าปู่ตา" ยังมีฐานะเป็นป่าสงวนของชาวบ้านที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษา  ดังนั้น

ในปัจจุบัน ขณะที่ป่าทางอิสานถูกทำลายลงไปเกือบหมดแล้ว  เกือบทุกหมู่บ้านจะยังมีป่า

ริมหมู่บ้านอยู่หย่อมหนึ่งเสมอ  เป็นป่าสงวนขนาดเล็กที่ปู่ตากับชาวบ้านช่วยกันปกป้องดูแล

 

(ภาพประกอบ "ป่าปู่ตา บ้านกุดซวย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 40 ไร่"

ภาพโดยพิทยา ว่องกุล ศูนย์เอกสารเพื่องานพัฒนาชนบท 2530")