มิติทางวัฒนธรรมในงานพัฒนาชนบท*

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

 

สารบาญ

บทนำ______________________________________________________

๑.  ความหลากหลายของวัฒนธรรมท้องถิ่น___________________________

๒.  "หมู่บ้าน" สถาบันชีวิตของชาวชนบท____________________________

๓.  วัฒนธรรมชุมชน____________________________________________

๔.  การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในชนบท__________________________

๕.  การพัฒนาชนบท_____________________________________________

๖.  ผลกระทบของการพัฒนาชุมชนชนบท____________________________

๗.  วัฒนธรรมกับการพัฒนา_______________________________________

๘.  การพัฒนาวัฒนธรรมในงานพัฒนาชนบท__________________________

๙.  ข้อคิดจากประสบการณ์________________________________________

๑๐. สรุป_______________________________________________________

 

บรรณานุกรม___________________________________________________

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

_____________________________________________________________________________________

*บทความวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2533


๑. ความหลากหลายของวัฒนธรรมในท้องถิ่นชนบทไทย

วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่มีการสืบทอดและพัฒนาต่อเนื่องกันมา  การพูด

ถึงวัฒนธรรมชนบทไทย เราไม่สามารถพูดอย่างรวม ๆ ได้โดยสะดวก เพราะคนที่อาศัยอยู่

ในชนบทไทย มีมากมายหลายชาติพันธุ์ (คำว่า "ชาติพันธุ์" ในที่นี้หมายถึงชาติ

พันธุ์ที่แปลมาจากคำว่า ethnic ในวิชามานุษยวิทยา) มีความเชื่อ ศาสนา ประเพณี และ

ภาษาเฉพาะของตนที่สืบทอดกันมา เช่นทางเหนือของประเทศบริเวณที่เรียกว่าล้านนา มี

ชาวบ้านที่สืบเชื้อสายมาจากไทยใหญ่ จากลั๊วะ และชาวเขาเผ่าต่าง ๆ อีก 13 เผ่า

ทางอีสานก็มีไทยโคราช ลาวเวียง ลาวพวน ลาวโซ่ ลาวกาว ย้อ ผู้ไท เขมร มอญ

กะเลิง กุย(ส่วย) และอื่น ๆ (ดูแผนที่แสดงการกระจายถิ่นฐานของชนเผ่าพื้นเมืองในภาค

อีสานประกอบ)  ทางใต้นอกจากคนไทยปักษ์ใต้แล้ว ยังมีชาวไทยมุสลิม มีชาวเล ซาไก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเกิดและพัฒนาการของวัฒนธรรมของชาวชนบทชาติ

พันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย มีพื้นฐานสำคัญอยู่บนสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์

ประวัติศาสตร์ และสังคม ที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีจุดร่วมในระหว่างวัฒนธรรมเหล่านั้น  แม้

กระทั่งคนที่อาศัยอยู่ในเมืองก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ร่วมวัฒนธรรมกับชาวชนบท  ด้วยเหตุนี้

เราจึงสามารถเรียกวัฒนธรรมของคนในดินแดนนี้อย่างรวม ๆ ว่า "วัฒนธรรมไทย" ได้

การพูดถึงวัฒนธรรมชนบทในข้อเขียนนี้ จึงไม่แยกพูดถึงวัฒนธรรมของแต่ละชาติพันธุ์

เพราะมิใช่วัตถุประสงค์ของวิชานี้  แต่จะพูดรวม ๆ กันไป  โดยการยกตัวอย่างวัฒนธรรม

ของบางที่บางท้องถิ่นที่ไม่มีความเฉพาะจนเกินไปขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  นอกจากนี้อาจมีการ

เปรียบเทียบกับวัฒนธรรมเมือง โดยเฉพาะวัฒนธรรมเมืองสมัยใหม่  เพื่อให้ภาพของวัฒนธรรม

ชนบทมีความชัดเจนยิ่งขึ้น  แต่โปรดอย่าเข้าใจว่าการเปรียบเทียบนี้ ไม่ว่าจะเป็น

การเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมชนบทแห่งหนึ่งกับอีกแห่งหนึ่ง หรือระหว่างชนบทกับเมือง

มีความหมายว่าวัฒนธรรมใดดีกว่าหรือด้อยกว่าวัฒนธรรมใด เพราะวัฒนธรรมของแต่ละท้อง

ถิ่นแต่ละกลุ่มชนล้วนเป็นผลผลิตของกลุ่มชนนั้น ๆ เอง  อาจสอดคล้องเหมาะสมกับกลุ่มชน

นั้น ในสภาพแวดล้อมนั้น  แต่อาจไม่เหมาะสมสอดคล้องกับกลุ่มชนอื่น ในสภาพแวดล้อมอื่น

 

๒. "หมู่บ้าน" สถาบันชีวิตของชาวชนบท

                คำว่า "ชนบท" พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ.2525

ให้ความหมายว่า "บ้านนอก, เขตแดนที่พ้นจากเมืองหลวงออกไป"  ซึ่งตรงกับความเป็น

จริงในปัจจุบันอยู่ระดับหนึ่ง  แต่ในปัจจุบันได้เกิดเมืองใหญ่น้อยขึ้นมากมายในภูมิภาคต่าง ๆ

และเมืองเหล่านั้นก็มีสภาพไม่แตกต่างไปจากเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานครเท่าใดนัก เช่น

เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่  คนที่อยู่ในเขตเมืองเหล่านั้นก็ไม่เรียกตัวเองว่า

เป็นคนชนบทอีกต่อไป  ส่วนความหมายในทางวิชาการในปัจจุบันหมายถึงพื้นที่ที่อยู่นอก

เขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาล

คำว่า "บ้านนอก" หากพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่า มิได้มีความหมายเพียงแค่ในแง่

ของพื้นที่ดังที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น  แต่ยังมีความหมายในเชิงวัฒนธรรมด้วย  ดังจะเห็นได้

จากเวลาคน "บ้านใน" (คนเมือง) ทำอะไรผิดพลาด มีการใช้คำว่า "บ้านนอก" มา

ว่ากล่าวกันเองด้วย  ทั้งนี้เพราะคนเมืองมักเข้าใจว่าพวกเขามีวัฒนธรรมสูงกว่าคนชนบท

ในขณะที่คนเมืองดูหมิ่นคนชนบทว่ามีวัฒนธรรมต่ำกว่าตนนั้น  หลายคนลืมคิดไปว่าราก

เหง้าของคนเมืองส่วนใหญ่นั้นก็มีพื้นฐานอยู่ในชนบทด้วยเช่นกัน  หากลองตั้งใจนับ

ญาตินับบรรพบุรุษของแต่ละคนย้อนหลังกลับไปดู จะพบว่าเกือบทุกคนมีพื้นฐานมาจากชุมชน

หรือหมู่บ้านชนบทจากภาคใดภาคหนึ่ง  แม้ว่าปัจจุบันนี้ความคิดความเชื่อของคนเมืองจะ

เปลี่ยนไปจากความคิดความเชื่อเดิมมากแล้ว  แต่หากค้นหาตัวเองให้ดีก็จะพบความคิด

ความเชื่อแบบคนชนบทบางอย่างยังคงตกค้างอยู่ เช่น ยังมีคนเมืองที่กลัวผีอยู่ทั้งที่เรียนวิชา

วิทยาศาสตร์กันมาคนละหลายปี  ปากนั้นบอกว่าไม่เชื่อเรื่องผี แต่ให้ลองเอาก้อนหินปาศาล

ผีต่าง ๆ ดูก็ไม่กล้า  แสดงว่าต้องมีอะไรลึก ๆ อยู่ในใจ จะโดยรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม

การที่เราสามารถเรียกชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ว่าเป็น "คนไทย" ได้  ทั้ง

คนเมืองและคนชนบทคงต้องมีอะไรที่เหมือน ๆ กันอยู่ จึงสามารถเป็นตัวแทนแสดงความเป็น

ชนชาติหนึ่งทางวัฒนธรรมได้

คนชนบทเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  เพราะกว่าสามในสี่ของคนไทยอาศัย

อยู่ในชนบท  พวกเขามักอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่เรียกกันว่า "หมู่บ้าน"  ตามทะเบียนหมู่บ้าน

ของกรมการปกครอง ประเทศไทยเรามีหมู่บ้านทั้งหมดถึงห้าหมื่นกว่าหมู่บ้าน และเกือบครึ่ง

หนึ่งของหมู่บ้านทั้งหมดนั้นอยู่ทางภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรอยู่มากที่สุด

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากชาวบ้านทางอีสานจะบอกว่าภาษาลาว (คนอีสานเรียกภาษา

ของเขาว่าภาษาลาว) เป็นภาษาที่ใช้กันมากที่สุดในเมืองไทย

คำว่า "หมู่บ้าน" ในความหมายของทางราชการ หมายถึง เขตการปกครอง

หน่วยเล็กที่สุดตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน   แต่สำหรับชาวบ้านแล้วมีความหมาย

มากกว่านั้นมากนัก  หมู่บ้านในความหมายของชาวบ้านไม่ได้หมายเพียงการที่มีคนมาตั้งบ้าน

เรือนอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มหนึ่งหลายครอบครัว เมื่อมีจำนวนครอบครัวมากถึง 40 ครอบ

ครัว หรือจำนวนสมาชิกของกลุ่มมากถึง 400 คน และกลุ่มบ้านนั้นอยู่ห่างจากกลุ่มบ้านเดิม

มากกว่า 6 กิโลเมตร ก็สามารถขึ้นทะเบียนประกาศเป็นหมู่บ้าน มีการเลือกผู้ปกครองที่

เรียกว่า "ผู้ใหญ่บ้าน"

ชาวบ้านมักเรียกหมู่บ้านว่า "บ้าน" เฉย ๆ ส่วนที่อยู่อาศัยของแต่ละครอบครัวนั้นเขา

เรียกว่า เรือน  ครัวเรือน  หลังคา  หรือหลังคาเรือน  ดังเช่นที่เราเคยได้ยินเขาบอก

ว่า "ผมเป็นคนบ้านหนองหมาว้อ...บ้านนี้มี 70 หลังคา"

                คำว่า "บ้าน" ของชาวบ้าน จึงมีความหมายมากกว่าคำว่า "หมู่บ้าน" ของคนเมือง

มาก  เวลาเขาพูดว่าเขาเป็นคนบ้านไหนนั้น เขาพูดด้วยความรู้สึกแบบหนึ่งที่แตกต่างไป

จากเวลาคนกรุงเทพฯพูดว่า "ผมอยู่หมู่บ้านยิ่งเจริญ....หมู่บ้านนี้มีบ้านอยู่ 1,500 หน่วย"

หมู่บ้านหรือบ้านของคนชนบทนั้นหมายถึงสถาบันทางวัฒนธรรม ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของ

สมาชิกแต่ละคนและแต่ละครอบครัว

                หมู่บ้านของชาวบ้านเป็นที่สังกัด ที่ทำกิน ให้ความอบอุ่น ให้โอกาส และ

เป็นที่พึ่งพิงแห่งแรกและแห่งสุดท้ายของชาวบ้าน  แม้ว่าสมาชิกของหมู่บ้านนั้นจะออกจากหมู่

บ้านไปประสบความล้มเหลวมาจากที่อื่น เขาก็มีที่ไปคือ "กลับบ้าน" กลับสู่ที่ที่เขาสังกัด ที่ที่

จะช่วยฟื้นฟูฟูมฟักชีวิตเขาขึ้นมาใหม่

                การที่คนชนบทพากัน "กลับบ้าน" ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จนเมืองใหญ่อย่างเช่น

กรุงเทพฯ ต้องซบเซา ถนนหนทางว่างรถราทุกปี ก็เป็นตัวอย่างของความผูกพันที่คน

ชนบทมีต่อวัฒนธรรมและสถาบันชุมชนของเขา

                หมู่บ้านในความหมายของคนเมืองมีความหมายเพียงการมีการสร้างบ้านอยู่เรียงกัน

หากเป็น "หมู่บ้านจัดสรร" บริษัทจัดสรรที่ขายบ้านพร้อมที่ดินนั้นมีพันธะตามกฏหมายต้องจัด

ระบบสาธารณูปโภคไว้จำนวนหนึ่ง

                คนที่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรก็ไม่ได้เรียกตัวเองว่า "ชาวบ้าน" หรือ

"ไทบ้าน" อย่างทางอีสาน  หากจะมีการเลือกตั้งตัวแทนของชาวหมู่บ้านจัดสรรขึ้น ผู้ที่ได้

รับเลือกก็ไม่ได้เป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" (นายบ้าน กวนบ้าน หรือพ่อหลวง) อย่างในหมู่บ้านชนบท

ที่สำคัญคือพวกเขาแต่ละคนไม่ได้มีความรู้สึกว่า "ชุมชน" หรือ "สังคม" ของเขาอยู่

ในหมู่บ้าน  แต่อยู่ในวงการอาชีพที่เขาสังกัด  คนที่เป็นครูเป็นอาจารย์ก็มีสังคมอยู่ที่

โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  คนที่เป็นแพทย์เป็นพยาบาลก็มีสังคมของเขาอยู่ที่โรงพยาบาล

คนที่เป็นนักธุรกิจก็มีวงสัมพันธ์ของเขาอยู่

                ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในหมู่บ้านจัดสรรจึงมีน้อยกว่าความสัมพันธ์ของคนในหมู่

บ้านชนบท  พวกเขาอาจมีการรวมตัวกันได้ในเวลาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่นในเวลาที่

บริษัทขายบ้านไม่จัดระบบสาธารณูปโภคให้ตามกฎหมายหรือที่สัญญาไว้  หรือจะมีการเวนคืน

ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านจัดสรรนั้น

                อย่างไรก็ตาม คนเมืองก็ยังมีวัฒนธรรมบางอย่างที่คล้ายคลึงกับชาวชนบท เช่นมีการ

ไปมาหาสู่กันในหมู่ญาติพี่น้อง โดยอาจมีพิธีกรรมทางศาสนาหรือตามความเชื่อของกลุ่มญาติ

นั้นร่วมกันตามโอกาสอยู่บ้าง  แต่หากการเข้าร่วมพิธีกรรมนั้นต้องทำให้ "เสียเวลา" หรือ

มีผลกระทบต่อธุรกิจการงานของเขาแล้ว เขาก็อาจไม่ไป   เพราะสภาพของสังคมเมืองที่

มีการแข่งขันสูง ทำให้คนเมืองใหัคุณค่ากับเรื่องทางเศรษฐกิจมากกว่าคุณค่าด้านอื่นของชีวิต

หมู่บ้านจัดสรรของคนเมืองจึงไม่ใช่สถาบันทางวัฒนธรรม ที่มีความสำคัญต่อชีวิตของผู้

อาศัยแต่ละคนหรือแต่ละครอบครัว  ความสัมพันธ์ทางสังคมของชาวหมู่บ้านจัดสรรเป็นแบบ

หลวม ๆ และมีการย้ายเข้าย้ายออกกันอยู่ตลอดเวลา  ใครจะไปใครจะอยู่ ใครจะเกิด

ใครจะเจ็บ ใครจะตาย ก็ไม่มีความสำคัญต่อชีวิตของคนอื่นเท่าไรนัก  คนหมู่บ้านจัดสรร

อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นภาระอะไรของตนเมื่อคนที่อยู่บ้านหลังถัดไปเจ็บไข้ได้ป่วย  หรือแม้

กระทั่งเพื่อนบ้านเสียชีวิตไปหลายวันแล้วจึงจะรู้ก็มีอยู่บ่อย ๆ เพราะมีไม่น้อยที่อยู่บ้านติดกัน

แต่ไม่เคยคุยกัน  ในขณะที่หมู่บ้านชนบทนั้นกลับตรงกันข้าม   ความความสัมพันธ์และความ

ผูกพันในชุมชนมีสูง ดังที่จะได้กล่าวต่อไป

 

๓. วัฒนธรรมชุมชน

 

วัฒนธรรมของชุมชนชนบทก่อตัวขึ้นจากการต่อสู้เพื่อให้ทุกคนมีอยู่มีกิน และจากการที่

ต้องอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเป็นสังคมชุมชน

การต่อสู้เพื่อการมีอยู่มีกินก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการผลิต โดยเฉพาะการผลิต

แบบกสิกรรม ซึ่งได้ก่อให้เกิดการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นการปั้นคัน

นา(ยกคันนา)เพื่อกักเก็บน้ำสำหรับการปลูกข้าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นบ้านของชาวบ้านในที่

ราบลุ่ม  การทำเครื่องมือล่าสัตว์ในป่า  และเครื่องมือจับสัตว์น้ำต่าง ๆ

การต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอดนี้ต้องอยู่กับธรรมชาติและพึ่งพาธรรมชาติ จึงเกิดการจัด

ระบบความสัมพันธ์กับธรรมชาติ  ประกอบกับความต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติรอบ

ตัว ความเป็นมาและเป็นไปของจักรวาล โลก และชีวิต พัฒนาขึ้นเป็นวัฒนธรรมทาง

ความเชื่อ เกิดระบบคุณค่าและเกิดการรับศาสนาเข้ามาในชุมชนพร้อมกับพิธีกรรมต่าง ๆ

การที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนจำเป็นต้องมีการจัดระบบความสัมพันธ์ที่จะทำให้ทุกคน

อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก่อให้เกิด[1]วัฒนธรรมการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันเกิดเป็นจารีตประเพณี

ระบบ กฏเกณฑ์ และพิธีการต่าง ๆ เป็นแนวทางให้สมาชิกของชุมชนทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อ

ไปได้ยึดถือปฏิบัติ

วัฒนธรรมทางการผลิตมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน

การเพาะปลูกพืชผลการเกษตรมีปัจจัยเกี่ยวกับดิน น้ำและแรงงานเข้ามาเกี่ยวข้อง  จึง

จำเป็นต้องมีการจัดการเรื่องที่ดินทำกินให้เหมาะสม  ไม่ให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน

จึงต้องมีผู้นำชุมชนขึ้นมาจัดการ เช่นที่ทางอิสานมี กวนบ้าน (หรือกวานบ้าน) ทางเหนือ

มีพ่อหลวง ทางใต้มีนายบ้าน ซึ่งต่อมาปรับเรียกเป็น "ผู้ใหญ่บ้าน" ตามระเบียบการ

ปกครองใหม่(พ.ศ.2457)เหมือนกันหมดทั้งประเทศ  จำเป็นต้องมีการจัดระบบการแบ่งสัน

ปันส่วนน้ำให้ทุกครอบครัวสามารถเพาะปลูกได้ทันตามฤดูกาล ดังตัวอย่างการจัดระบบ

เหมืองฝายทางภาคเหนือที่มี แก่เหมืองแก่ฝายเป็นผู้จัดการ  และจำเป็นต้องจัดระบบ

แรงงานในครอบครัวและชุมชนในการปลูก ปักดำ และเก็บเกี่ยว เพราะงานบางอย่าง

เช่น การทำฝายทำทำนบกั้นน้ำการปักดำและเก็บเกี่ยวต้องแข่งขันกับฤดูกาลที่แรงงานคน

เดียวหรือครอบครัวเดียวไม่อาจทำได้ทัน  เกิดเป็นประเพณีการทำงานรวมหมู่ที่เรียกกันว่า

การลงแขกในภาคกลาง การซอแรงในภาคใต้  และการเอามื้อในภาคเหนือ

ระบบ กฏเกณฑ์ และประเพณีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดและอยู่ร่วมกัน

ได้นี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีการสืบทอดและพัฒนากันมาตามลำดับ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ

แวดล้อมทางภูมิศาสตร์และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยมีทั้งส่วนที่ตายไปเพราะไม่มีใครยึด

ถือปฏิบัติอีก มีทั้งส่วนที่ถูกเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมใหม่

 

โครงสร้างทางวัฒนธรรมของชาวบ้านชนบทจึงมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการคือ

     (1)  ระบบการผลิตหรือระบบการทำมาหากิน

     (2)  ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันอันประกอบด้วยครอบครัว เครือญาติ

            ชุมชน  และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน

     (3)  ระบบทางความเชื่ออันประกอบด้วยศาสนา คุณค่า และพิธีกรรม

 

 

แผนภูมิแสดงโครงสร้างทางวัฒนธรรมของชาวบ้านชนบท

 

 

ระบบ

ความเชื่อ

 

 

 

 

ระบบ                           ระบบการ

การผลิต                          อยู่ร่วมกัน

 

ดังได้กล่าวแล้วว่า วัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและ

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อมีการสังสรรค์กับวัฒนธรรมอื่น ๆ  นอกจากนี้ ระบบทั้ง

3 ก็มีความสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระบบใด

ระบบหนึ่ง ก็จะส่งผลถึงระบบอื่น ๆ และต่อโครงสร้างของวัฒนธรรมโดยรวม  เราจึงต้อง

เข้าใจวัฒนธรรมอย่างสิ่งมีชีวิตที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง มีความหลากหลาย มีความ

ไม่สม่ำเสมอ  แม้กลุ่มชนที่กำเนิดมาจากชาติพันธุ์เกี่ยวกัน มีวัฒนธรรมทั้ง 3 ด้านร่วมกันมา

ก่อน  แต่เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน มีการสังสรรค์กับวัฒนธรรมอื่นในระดับที่ต่าง

กัน  ก็จะทำให้การปรับตัวเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นแตกต่างกัน หรือมีระดับ

การเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันไปด้วย

สิ่งที่จะบรรยายต่อไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมทั้ง 3 ด้านนี้นี้ จึงเป็นการให้ภาพความเข้า

ใจต่อระบบวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานของชนบท  ซึ่งมีบทบาทอยู่ในสังคมชนบทไทยทั้งประเทศ

จะมีความผิดแผกแตกต่างกันก็เพียงในความเข้มข้นที่ชาวบ้านยึดถือปฏิบัติไม่เท่ากันในแต่ละ

ท้องถิ่นเท่านั้น

 

                (1) ระบบการผลิต  ระบบการผลิตเดิมของชุมชมหมู่บ้านในอดีต(ซึ่งอาจยังเป็น

ปัจจุบันอยู่ในบางพื้นที่) เป็น "ระบบการผลิตเพื่อยังชีพ" หรือเพื่อกินเพื่ออยู่ เป็นระบบ

กสิกรรมแบบปลูกพืชไว้กินเอง เลี้ยงสัตว์ไว้กินและใช้งานเอง ผสมผสานไปกับการหาเก็บ

ผักจากป่าจากทุ่ง ล่าสัตว์ จับปลา  พืชหลักก็คือข้าว สำหรับชาวบ้านแล้ว การปลูกข้าวได้

เพียงพอที่จะบริโภคไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวของปีหน้าเป็นหลักประกันความอุ่นใจที่จะมีชีวิตอยู่

อย่างไม่อดอยากในปีนั้น เพราะ อาหารประกอบอื่น ๆ ที่จะนำมากิน"กับข้าว"นั้นหาได้ทั่ว

ไปตามท้องทุ่ง ป่าเขา และห้วยหนองคลองบึง  การเข้าไปหาอาหารในป่าของชาวบ้าน

จึงคล้ายกับการไปจ่ายตลาดแบบหนึ่ง เพียงแต่ไม่ต้องใช้เงินตรา

                ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเพาะปลูกคือที่ดิน  สมัยก่อนครอบครัวหนึ่งมีที่นา 10 - 15

ไร่ ก็เพียงพอเพราะไม่ได้ทำไปขายใคร  และการครอบครองที่นานั้นก็สัมพันธ์กับการเป็น

สมาชิกของชุมชน  เมื่อออกจากหมู่บ้านไปสิทธิในการครอบครองนั้นก็จะหมดไปด้วย  แม้ใน

สมัยที่ชุมชนหมู่บ้านอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐในระบบศักดินา รัฐก็เป็นเจ้าของที่ดินโดย

การอ้างสิทธิตามกฏหมายแต่ในทางปฏิบัติและการจัดการในรายละเอียดว่าใครจะทำนาตรง

ไหนเป็นเรื่องของชุมชน  ซึ่งต่างกับสังคมตะวันตกที่เรือน(household)และกรรมสิทธิ์เอกชน

(private property)เป็นลักษณะสังคมของเขามาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรีก [ฉัตรทิพย์

นาถสุภา, บ้านกับเมือง, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2529, หน้า 75-76]  ด้วยเหตุนี้เอง ที่

ในปัจจุบันนี้(2532)มีชาวบ้านถึง 1,200,000 ครอบครัว เข้าไปอยู่ในที่ป่าสงวนของ

รัฐรวมพื้นที่ถึงประมาณ 30 ล้านไร่ โดยไม่เกรงกลัวกฏหมาย  เป็นการสะท้อนทัศนะเกี่ยว

กับการใช้ที่ดินของชาวบ้านตามแบบวัฒนธรรมชุมชน

ในที่ที่มีน้ำเพียงพอ ชาวบ้านปลูกผักบางชนิดที่หาจากป่าไม่ได้ เช่นแมงลัก หอม

ตะไคร้ ปลูกผลไม้เช่นกล้วย มะละกอ มะม่วง  ตามที่ดอนที่โคกหัวไร่ปลายนาก็

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หรือปลูกฝ้าย เพื่อปั่นเป็นเส้นด้ายไว้ทอผ้า ถักแห ทำอวน  ปลูกปอไว้

ทำเชือก  ปลูกต้นใผ่ไว้เพื่อใช้เป็นแนวกันลม ใช้สร้างบ้าน สร้างยุ้ง ทำฟืน ทำตอก

มัดคอรวงข้าว ทำเครื่องมือจับสัตว์ และเครื่องใช้ต่าง ๆ  ส่วนไม้เนื้อแข็งและหวายก็เอา

จากป่า การรักษาโรคภัยไข้เจ็บก็ใช้สมุนไพรที่เก็บหาเอาจากป่าจากดง

ชาวบ้านยังได้พัฒนาเทคโนโลยีในการถนอมอาหารขึ้นมา เช่นการทำกะปิ เคยกุ้ง

เคยปลา ปลาร้า ปลาเค็ม ปลาแห้ง

ระบบการผลิตดังกล่าวเป็นระบบที่วางพื้นฐานอยู่บนการพึ่งตนเองในระดับสูง(โดย

ผ่านการพึ่งพาธรรมชาติ) เป็นระบบที่ทำให้ชาวบ้าน"มีกินมีอยู่"อย่างมีความสุขตามอัตภาพ

เนื่องจากปัจจัย 4 อันเป็นปัจจัยจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้รับการตอบสนอง

(ดูภาพ)

 

 

                (แผนภาพแสดงวิธีการอยู่การกินของชาวบ้าน)

 

น้ำ เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดในระบบการผลิตของชาวบ้าน ในเขตที่มี

สายน้ำใหญ่ผ่านให้ได้พึ่งพา เขาจะมีวิธีการในการรักษาดูแล  เช่นในภาคเหนือ ชาวบ้าน

เรียกลำน้ำต่าง ๆ ว่า "แม่" เช่น แม่ปิง แม่สาย แม่ยม เพราะน้ำก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ให้

ชีวิตแก่พวกเขา  มีการสร้างระเบียบกฏเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้น้ำของชุมชน  ในภาคอีสาน

ชาวบ้านมีความเชื่อว่าผู้ที่ไปปิดกั้นทางน้ำจะเจ็บไข้ได้ป่วย และจะหายก็ต่อเมื่อไปเอา

ที่กั้นน้ำนั้นออก

                อย่างไรก็ตาม น้ำตามธรรมชาติที่ชาวบ้านในชนบทไทยต้องพึ่งพามากที่สุดในระบบ

การผลิตของเขาก็คือ "น้ำฝน" บทสวดหรือคำอวยพรในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชุมชน

หรือบ้านเมืองจะมักมีคำขอให้ "ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล" รวมอยู่ด้วย

คำว่า "ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล" ในภาษาของชาวบ้านหมายความว่า ให้ฝนตกลง

มาตรงฤดูการปักดำ เพื่อให้ได้ตกกล้าดำนากัน และอย่าทิ้งช่วงนานเกินไปในระหว่างที่ข้าว

กำลังเติบโต จนข้าวที่ปักดำไว้กลายเป็น"ข้าวคอยฝน" และพากันเหี่ยวตาย  เพราะ

ธรรมชาติของฝนนั้นมักจะมาหนักในช่วงต้นและช่วงปลายฤดู  จะมีช่วงหนึ่งตรงกลางฤดูที่ฝน

จะตกน้อยหรือไม่ตกเลยติดต่อกันเป็นสัปดาห์  ปีไหนที่[1]ฝนทิ้งช่วง[1]ตรงกลางฤดูเป็นเวลานาน

เช่นเป็นเดือน ข้าวที่ปักดำไว้ก็จะตาย  และเรียกปีนั้นว่าเป็นปีที่แห้งแล้ง  ถึงแม้ว่าหลังจาก

ข้าวตายหมดแล้วฝนจะตกลงมามากเท่าไรก็ตาม  มีบ่อยครั้งที่ความแห้งแล้งกับน้ำท่วมจะมา

ด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องจากฝนมาหนักตอนปลายฤดูนั่นเอง

 

ดังนั้น การนำเอาปริมาณน้ำฝนมาเป็นตัววัดว่าปีไหนฝนตกมากน้อยเท่าใด

กี่ลูกบาศก์เซนติเมตรจึงไม่เพียงพอ  ต้องดูที่การ"ตกต้องตามฤดูกาล"เป็นสำคัญด้วย

                เมื่อข้าวเป็นอาหารหลัก ความอุ่นใจที่จะไม่ขาดแคลนข้าวจะมีมากขึ้นหากครอบครัว

ใดหรือหมู่บ้านใดสามารถปลูกข้าวเพียงพอที่จะบริโภคได้ถึง 2 ปี เพราะนั่นหมายถึงว่าแม้ปี

ต่อไปฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือทำนาไม่ได้ผลด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ก็ยังมีข้าวเหลือ

ไว้กิน

                อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องทำการผลิตถึงขั้นที่ต้องเตรียมข้าวไว้ให้พอกินได้ถึงสองปีใน

บริเวณที่ฝนฟ้าไม่แน่นอน ระบบการผลิตชนิดนี้ก็ไม่ได้ต้องการเนื้อที่ในการเพาะปลูกมากมาย

อย่างในระบบการผลิตเพื่อขายซึ่งเข้ามาภายหลัง  เพราะมีขอบเขตของความต้องการใน

การบริโภคอยู่  กล่าวคือ ส่วนหนึ่งไว้กินในครัวเรือน  ส่วนหนึ่งใช้ทำบุญทำทาน

ส่วนหนึ่งไว้ทำพันธุ์ ส่วนหนึ่งสำรองไว้เผื่อยามขาดแคลน และส่วนหนึ่งใช้ส่งส่วยเสียภาษีให้

รัฐ  นอกจากนี้ ระบบการผลิตดังกล่าวยังไม่ทำลายระบบนิเวศน์เพราะเป็นระบบเกษตร

ธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมี  และเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ (เช่น รถไถที่ใช้นานเข้าจะอัด

หน้าดินจนแข็ง ดินเปลี่ยนสภาพ) แต่เน้นการใช้แรงงานคนและสัตว์กับเครื่องมือขนาดเล็กที่

ผลิตเองได้  งานใดที่คนเดียวหรือครอบครัวเดียวไม่สามารถทำได้ทันกับฤดูกาล เช่นการ

ดำนาและการเกี่ยวข้าว ก็มีการระดมหลาย ๆ ครอบครัวมาลงแขกกัน  ระบบการผลิตชนิด

นี้จึงไม่ต้องจ้างแรงงาน ไม่ต้องลงทุนในรูปตัวเงิน

                แม้ในปัจจุบันที่ระบบเกษตรกรรมแบบใหม่ที่มุ่งผลิตเพื่อขายจะแทรกซึงเข้าไปในพื้นที่

ชนบททั่วไปอย่างกว้างขวางแล้วก็ตาม  สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นก็ยังคงมีการปฏิบัติอยู่โดยทั่วไป

ในระดับที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม  และส่วนหนึ่งก็ได้เปลี่ยนแปลงเป็นแบบครึ่ง ๆ

กลาง ๆ คือยังปลูกกินอยู่ส่วนหนึ่งและปลูกขายอีกส่วนหนึ่ง  อาจเรียกได้ว่าเป็นระบบการ

ผลิตแบบ "กึ่งยังชีพ" ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระบบการผลิตของชาวบ้าน และผลกระทบ

ต่อวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ จะกล่าวอย่างละเอียดในต่อไปในเรื่องการเปลี่ยนแปลง

ทางวัฒนธรรม

 

                (2) ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กัน ระบบครอบครัวในชนบทไทยเป็นระบบ

ครอบครัวขยาย  ลูกที่แต่งงานมีครอบครัวแล้วจะยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ (โดยเฉพาะลูก

สาวคนสุดท้องถ้าเป็นหมู่บ้านอีสาน) ส่วนลูกคนอื่น ๆ ที่แยกครอบครัวไปก็มักจะสร้างเรือน

หลังใหม่อยู่ในบริเวณเดียวกัน จนกลายเป็นกลุ่มบ้านหรือที่เรียกว่า "คุ้มบ้าน" ใหม่ขึ้นในหมู่

บ้านเดิม  กลุ่มบ้านจึงเป็นชุมชนย่อยในชุมชนหมู่บ้านอีกทีหนึ่ง  และชาวบ้านก็มีชื่อเรียกกลุ่ม

บ้านย่อยนี้ไปตามชื่อของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวครอบครัวแรกที่มาตั้งบ้านเรือนในคุ้มนี้  หรือ

ตามชื่อหมู่บ้านหรือตำบลเดิมที่สมาชิกกลุ่มบ้านนี้อพยพมา  หรืออาจจะเรียกตามลักษณะของ

สถานที่  เช่นที่หมู่บ้านทุ่งโม่ง ในเขตอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร  มีการตั้งบ้านเรือน

เป็น 7 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มแม่ใหญ่อ่อน กลุ่มนายลี กลุ่มใผ่ล้อม กลุ่มบ้านดัว กลุ่มหล่มเก่า กลุ่ม

บ้านโคก และกลุ่มบ้านหนองละมาน[ดูสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์การศึกษาเรื่องการ

สื่อสารในชนบท กรณีบ้านทุ่งโม่ง ในเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องผลกระทบการพัฒนา

และปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน, โครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนา จุฬาลง

กรณ์มหาวิทยาลัย 2527]  ชื่อกลุ่มบ้านดังกล่าวเป็นตัวบ่งบอกถึงประวัติ

ความเป็นมาของกลุ่มบ้านนั้น เช่นกลุ่มหล่มเก่าก็คือพวกที่พากันอพยพมาจากหล่มเก่า

                เกือบทุกคนในแต่ละคุ้มบ้านเป็นญาติกันทั้งโดยสายเลือด และโดยการนับถือว่าเป็น

ญาติกันโดยวิธีทางประเพณีอื่น ๆ เช่นการมาจากถิ่นฐานเดียวกัน การนับถือผีเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสังเกตได้ว่า ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ จะมีนามสกุลใช้อยู่เพียงไม่กี่นามสกุล

                ที่หมู่บ้านคีรีวง ในเขตอำเภอลานสะกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่

ขนาด 600 หลังคาเรือน มีตระกูลใหญ่ ๆ อยู่เพียง 7 ตระกูล  ชาวบ้านคีรีวงกว่าร้อย

หลังคามีนามสกุล "ตะลึงจิตร"  อีกหลายสิบครอบครัวใช้นามสกุลตะลึงพัฒน์  ประพัฒน์

และพาระพัฒน์(ซึ่งแผลงมาจากประพัฒน์)  หมู่บ้านคีรีวงที่มีหลายร้อยหลังคาเรือนในปัจจุบัน

นี้เกิดจากการขยายตัวจาก 50 กว่าครอบครัวเมื่อ 60 ปีก่อน  เมื่อหมู่บ้านมีอายุมากเข้า

ลูกหลานของแต่ละตระกูลมีการแต่งงานกันจนทั้งหมู่บ้านเกือบจะนับญาติกันได้หมด[ดูพรพิไล

เลิศวิชา, รายงานการวิจัย 200 ปีคีรีวง, สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน 2530] หมู่

บ้านที่เก่าแก่ในภาคอื่น ๆ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

                ความเป็นสังคมเครือญาติทำให้สมาชิกแต่ละคนในหมู่บ้านสนใจและห่วงใยในความ

เป็นไปในชีวิตของสมาชิกคนอื่น  เช่นในวันที่มีเด็กเกิดในหมู่บ้านเพื่อนบ้านหรือญาติก็จะมา

ช่วยกัน ผู้ชายผ่าฟืน ผู้หญิงหุงหาอาหาร เด็กก็ช่วยงานอื่น ๆ เช่นตักน้ำ ขนน้ำ  เมื่อมีคน

เจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีคนตาย ก็จะช่วยกันเช่นนี้  การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย จึง

เป็นเรื่องสำคัญของ"ชุมชน" ไม่ใช่เรื่องของ"ครอบครัว"ใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น

                ไม่เพียงแต่ความเป็นไปของคนอื่น  ในเรื่องของความเป็นมา คนชนบทยังให้ความ

สนใจไต่ถามคนบ้านอื่นที่ได้พบกัน ว่าอยู่บ้านไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นลูกเป็นหลาน

ของคนที่เขารู้จักหรือเปล่า  ซึ่งต่างจากคนเมืองที่จะสนใจว่าคนอื่นมีอาชีพอะไร มีฐานะ

ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร เพื่อที่จะได้กำหนดท่าที กำหนดความสัมพันธ์ต่อกันได้ถูก

ซึ่งก็เป็นความจำเป็นตามระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมือง

                ในแต่ละครอบครัวมีการจัดระบบงานและความรับผิดชอบให้แก่สมาชิกของครอบครัว

แต่ละคน เช่นผู้ชาย(พ่อและลูกชายที่โตแล้ว)จะทำงานที่ต้องใช้แรงงานหนักและเสี่ยงภัยสูง

เช่นการล่าสัตว์ ตัดไม้ เลื่อยไม้ ขุดดิน ปั้นคันนา ไถนา ในขณะที่ผู้หญิง(แม่และลูกสาวที่โต

แล้ว)จะทำงานตำข้าว ฝัดข้าว หุงหาอาหาร และร่วมใช้แรงงานในไร่นาบางอย่าง เช่น

การถอนกล้า(จำเป็นต้องใช้ผู้หญิงเป็นหลักเพราะขณะนั้นผู้ชายต้องไถ) การปักดำ การเก็บ

เกี่ยว การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการทอถักปักเย็บ  ส่วนลูกที่ยังเล็กอยู่ ยังยกหางไถไม่

ขึ้น ก็ช่วยตักน้ำ  เลี้ยงสัตว์ และงานบ้านอื่น ๆ  คนเฒ่าคนแก่(ปู่ย่าตายาย)ก็มีหน้าที่ให้คำ

ปรึกษา ช่วยเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนทางจริยธรรม และถ่ายทอดคุณค่า รวมทั้งวิชาความรู้ของ

ชุมชนที่สืบทอดกันมาให้กับเด็ก

                พ่อแม่และญาติพี่น้องมีฐานะเป็นครูของลูกหลานไปในตัว โดยวิธีการถ่ายทอดความรู้

แบบ "พาทำ"  คือ นำปฏิบัติ  กระบวนการเรียนรู้ของสมาชิกในชุมชนจึงเป็นกระบวนการที่

ผ่านการปฏิบัติเป็นสำคัญ และสิ่งที่เรียนรู้(หลักสูตร)ก็คือวิชาต่าง ๆ ที่จำเป็นในการทำ

มาหากิน ในการอยู่ร่วมสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมทั้งกับธรรมชาติ  "โรงเรียน" ของสถาบันการ

ถ่ายทอดวิชาความรู้ของชุมชนชนบทจึงเป็นที่บ้าน ตามท้องไร่ท้องนา ตามป่าตามเขา

ห้วยหนองคลองบึง  ซึ่งนักการศึกษาสมัยใหม่อาจมองว่านี่เป็น "การศึกษานอกระบบ" ซึ่งก็

จริงเมื่อยืนอยู่นอกชุมชนมองเข้ามา  แต่หากอยู่ในชุมชนมองออกไปก็จะกลายเป็น

"การศึกษาในระบบ" คือเป็นการศึกษาในระบบของชุมชน

                การถ่ายทอดวิชาความรู้และศิลปวิทยาพิเศษเฉพาะทาง เช่น วิชาการรักษาโรคแบบ

พื้นบ้าน วิชาช่างแขนงต่าง ๆ รวมทั้งวิชาการแสดง อาจารย์หรือครูนอกจากจะดูว่าผู้ที่ต้อง

การเรียนวิชานั้นมีแวว มีพรสวรรค์ หรือ"ภูมิปัญญา"ที่จะเรียนได้หรือไม่แล้ว ยังจะต้องดู

ที่"ภูมิธรรม"ของผู้ที่จะมาเป็นศิษย์ด้วย  โดยศิษย์บางคนอาจต้องไปขออยู่กับอาจารย์

เป็นเดือนเป็นปี ช่วยทำไร่ไถนาไปด้วย  หลังจากได้สังเกตนิสัยใจคอและความ

ประพฤติของผู้ที่มาสมัครเป็นศิษย์จนแน่ใจแล้ว  จึงจะรับเป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้  โดยจะ

จัดพิธี "ครอบครู" ขึ้นเพื่อเป็นการบอกกับบูรพคณาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาสืบทอดกันมา

ว่าในสายครูนี้รับศิษย์เพิ่มอีกคนหนึ่ง หรืออีกหลายคนก็แล้วแต่  ให้ศิลปวิทยาพื้นบ้านจึง

ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ที่ทรงทั้งภูมิธรรมและภูมิปัญญาเท่านั้น  (ทั้งนี้ไม่นับวิชา "ไสย" ใน

ประเภทไสยดำ ซึ่งเป็นวิชาที่ใช้สำหรับให้ร้ายผู้อื่น มิใช่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น)  ผู้ที่ได้วิชาไป

แล้วต้องประพฤติปฎิบัติตัวตามที่อาจารย์แนะนำ และได้ทำตัวเป็นแบบอย่างไว้  เมื่อใดที่

ประพฤติตัวไม่ดี นำวิชาไปใช้ผิดทาง ภูมิธรรมเสื่อม (ธรรมแตก) ภูมิปัญญาก็จะเสื่อมไป

ด้วย และอาจต้องมีอันเป็นไปต่าง ๆ    วิชาความรู้พื้นบ้านจึงเป็น "ของสูง" ที่แม้มีเงินก็

ไม่อาจซื้อกันได้  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันวิชาพื้นบ้านบางอย่างเริ่มมีการเรียกค่าเล่า

เรียนกันบ้างแล้ว เช่น การเรียนเป็นหมอลำ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องปกติในสังคมที่กำลังมีการ

เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และต่างก็มีปัญหาเศรษฐกิจของครอบครัว  กระนั้นก็ตาม

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนก็ยังมีมิติของ "ครู" กับ "ศิษย์" ในระบบเดิม

 

 

(ภาพประกอบ "ครูหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ครูหนังตะลุง ทำพิธีครอบครูให้ศิษย์ที่บ้าน

ในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช" ภาพได้รับความเอื้อเฟื้อจาก หนังสุชาติ ทรัพย์สิน 2531)

 

                ในด้านการจัดการภายในชุมชน ก่อนที่ระบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาคของ

รัฐบาลจะเข้าไปมีบทบาทเข้มข้นขึ้นในหมู่บ้านนั้น  ชุมชนหมู่บ้านมีระบบการบริหารภายใน

ชุมชนของตนเองอยู่ก่อนแล้ว โดยผู้อาวุโสและหัวหน้ากลุ่มบ้านต่าง ๆ มีการปรึกษาหารือ

เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน  หากเป็นหมู่บ้านเล็กที่ไม่มีคุ้มบ้านย่อย  หัวหน้าหรือตัวแทน

จากตระกูลต่าง ๆ ก็ทำหน้าที่คล้ายคณะกรรมการหมู่บ้านในปัจจุบัน โดยมีผู้อาวุโสที่เรียกกัน

ว่าผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ

                ระบบ "ผู้ใหญ่บ้าน" เริ่มมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2435 ที่บ้านเกาะ อ.บางปะอิน

จ.พระนครศรีอยุธยา  ในสมัยแรก ๆ ผู้ใหญ่บ้านมีฐานะคล้าย ๆ กับรัฐมนตรีต่างประเทศที่

ต้องฟังมติของสภาผู้เฒ่าของหมู่บ้านในการติดต่อสัมพันธ์กับภายนอกรวมทั้งกับทางราชการ

แต่ต่อมาผู้ใหญ่บ้านจำนวนมากได้กลับกลายเป็นฝ่ายภายนอก เกิดเป็นความขัดแย้งกัน

ระหว่างอำนาจเดิมของชาวบ้านในชุมชนที่ผ่านทางสภาผู้เฒ่า  กับอำนาจของผู้ใหญ่บ้านใหม่

ที่มีอำนาจจากภายนอกหนุนหลัง  การต่อสู้กันของอำนาจทั้งสองนี้ยังคงดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้

อย่างเงียบ ๆ  ในหมู่บ้านที่ผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจมากกว่า  สภาผู้เฒ่าก็ลดบทบาทลงเหลือแค่

การดูแลกิจการของวัด

                ในภาคเหนือ มีการจัดระบบเพื่อการปกครองชุมชนหมู่บ้านเรียกว่า "ระบบหัวหมวด"

โดยแบ่งหมู่บ้านออกเป็นหมวด ๆ โดยหมู่บ้านหนึ่งอาจมี 5 ถึง 10 หมวด แล้วแต่ขนาดของ

ชุมชน  ในแต่ละหมวดประกอบด้วย 15 ถึง 30 ครอบครัว  โดยแต่ละหมวดจะมี

"หัวหมวด" ที่ชาวบ้านในหมวดคัดเลือกกันขึ้นมา 1 คน หัวหมวดมีหน้าที่ประสานงานกับหัว

หมวดอื่น ๆ โดยเมื่อปัญหาหรือกิจกรรมใด ๆ ในหมู่บ้าน จะมีการเรียกประชุมกันที่วัด

ร่วมกับคณะกรรมการวัด(หัวหมวดบางคนก็เป็นกรรมการวัดด้วย) และเจ้าอาวาสก็จะเข้า

ร่วมด้วย[ดูสวิง ตันอุด, การจัดระบบหัวหมวดในภาคเหนือ ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 5/2528

                นอกจากระบบหัวหมวดทางการปกครองแล้ว ในชุมชนภาคเหนือยังมี[1]ระบบการจัดการ

แหล่งน้ำ (หรือระบบชลประทานราษฎร์ตามที่ราชการปัจจุบันเรียก) ที่ถือปฏิบัติต่อเนื่องกัน

มาไม่น้อยกว่า 1,000 ปี  เนื่องจากภูมิประเทศทางภาคเหนือเต็มไปด้วยภูเขา มี

สายน้ำลำธารมากมาย ชาวบ้านจึงได้สร้างฝายกั้นน้ำ ให้น้ำเอ่อล้นขึ้นมา แล้วปล่อยให้ไหล

ตามลำเหมือง (คลองส่งน้ำเล็ก ๆ)เข้าไปตามที่นา  โดยทุกปีก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะ

ปลูก(ราวเดือนพฤษภาคม) ชาวบ้านจะร่วมกันซ่อมแซมฝายและขุดลอกลำเหมือง  โดยมี

"แก่ฝาย" (หัวหน้าฝาย) เป็นผู้จัดการ ดูแลและประสานงาน  แก่ฝายยังมีหน้าที่จัดสรร

ปันน้ำ ตัดสินชี้ขาดกรณีพิพาทเรื่องน้ำ และการเปรียบเทียบปรับผู้ไม่ให้ความร่วมมือ หรือผู้

ทำผิด "สัญญาเหมืองฝาย" ด้วย  ต่อจากแก่ฝาย ในบางพื้นที่ยังมี "แก่เหมือง" ทำหน้าที่รับ

ผิดชอบในพื้นที่เล็กลงมาอีก และมี "ล่ามน้ำ" เป็นผู้คอยสื่อสารระหว่างแก่ฝาย แก่เหมือง

กับผู้ใช้น้ำ  ในกรณีมีการประชุมของกลุ่มเหมืองฝาย หากเกิดมีผู้ไม่รู้เรื่องเพราะ

ล่ามน้ำไม่ได้บอก ล่ามน้ำจะถูกลงโทษ[ดูชัชวาลย์ ทองดีเลิศ, เหมืองฝาย:ระบบชุมชน,

ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 3/2528

                การแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้งในชุมชนชนบทก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ

ในวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน  ความถูกต้องตามตัวบทกฎหมายอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญหาก

ความถูกต้องนั้นเป็นตัวทำลายความสงบและสันติของชุมชน

                การแก้ไขความขัดแย้งหรือกรณีพิพาทในชุมชนชนบท เดิมมีศาลเฒ่าศาลแก่เป็นผู้

พิจารณาคดี  โดยมีผู้เฒ่าที่คู่กรณีและชาวบ้านทั้งหลายนับถือว่าเป็นผู้ที่ทรงความยุติธรรมของ

หมู่บ้านเป็นผู้พิจารณา  การพิจารณานั้นก็ใช้หลักจารีตประเพณีที่ถือปฏิบัติต่อกันมา  การ

แก้ไขข้อขัดแย้งมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การทำให้คู่กรณีสามารถประณีประนอมและอยู่ร่วมกันใน

ชุมชนนั้นได้ต่อไป   โทษสูงสุดที่ผู้กระทำผิดจะได้รับจากการพิจารณาในระบบนี้ก็คือการ

เนรเทศออกจากชุมชนไป ไม่มีการประหารชีวิต[สัมภาษณ์อดีตกวนบ้านคูรัง อำเภอพยัฆภูมิ

พิสัย จ.มหาสารคาม 2527]

                ปัจจุบัน แม้ระบบการปกครองแบบใหม่จะเข้าไปถึงหมู่บ้านชนบทแล้วก็ตาม  ชาวบ้าน

จำนวนมากก็ยังคงอาศัยระบบศาลผู้เฒ่าผู้แก่เดิมจัดการคดีความต่าง ๆ กันเองอยู่ เช่นเมื่อ

ปี 2526  ในระหว่างงานทอดผ้าป่า ที่บ้านถนนโพธิ์ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา

ปรากฏมีสุนัขของครอบครัวหนึ่งเข้าไปกัดหมูในเล้าของอีกครอบครัวหนึ่ง เจ้าของหมูผู้เสีย

หายเรียกเงินค่าเสียหาย 200 บาท เจ้าของสุนัขบอกว่าความเสียหายนี้เล็กน้อยมาก และ

จะจ่ายให้เพียง 50 บาท ทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้  ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่ายจึงพาคู่กรณีไปหา

พ่อใหญ่คนหนึ่งที่คู่กรณีนับถือว่าเป็นผู้มีความยุติธรรม พ่อใหญ่คนนั้นได้สอบถามเรื่องราวจาก

ทั้งสองฝ่ายแล้วไปดูที่เกิดเหตุ แล้วตัดสินว่าควรให้ผู้เสียหายได้รับเงินชดเชย 100 บาท

คู่กรณียอมรับ หลังจากนั้นก็นำเงินนั้นไปซื้อเหล้ามาเลี้ยงฉลองกัน  หลังจากเหตุการณ์ดัง

กล่าวความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวทั้งสองยิ่งแนบแน่นขึ้น

                เหตุการณ์นี้เป็นกรณีพิพาทเล็ก หากเป็นกรณีใหญ่ในระดับคอขาดบาดตายก็คงต้องใช้

พ่อใหญ่หรือผู้เฒ่าเป็นคณะ  ซึ่งนั่นก็คือศาลเฒ่าศาลแก่นั่นเอง  คณะผู้เฒ่าในกรณีเช่นนี้อาจ

เทียบได้กับคณะผู้พิพากษาในกระบวนการพิจารณาคดีในสังคมสมัยใหม่   เหตุการณ์ทำนองนี้

ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันของชาวบ้านในหมู่บ้านชนบททุกวันนี้  เพราะ

ชาวบ้านมักไม่นิยมให้ตำรวจและฝ่ายปกครองอื่น ๆ ซึ่งเป็นคนนอกชุมชน เข้ามาเกี่ยว

ข้องด้วย จะทำให้ทุกอย่างอยู่นอกเหนืออำนาจการจัดการของชุมชน  และเจ้าพนักงานก็

ต้องทำไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมายบ้านเมือง  ซึ่งเป็นระเบียบกฎเกณฑ์ที่ใช้ครอบ

คลุมทั้งประเทศ  มิอาจคำนึงถึงความสัมพันธ์ของคู่ความคู่ใดคู่หนึ่งเป็นการเฉพาะได้

                นอกจากระบบต่าง ๆ ภายในชุมชนดังที่กล่าวมาแล้ว  ระหว่างชุมชนกับชุมชนก็มี

ระบบความสัมพันธ์เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่นหมู่บ้านที่ฝนแล้งทำนาไม่ได้ผลก็สามารถขอ

ความช่วยเหลือจากบ้านที่ทำได้ผล  โดยพากันนำพืชผักที่ตนเองมีมาแลกข้าว  ฝ่ายที่ให้ข้าว

ก็ให้ไปด้วยจิตเมตตา โดยดูว่าผู้มาขอความช่วยเหลือนั้นเดือดร้อนเพียงไรก็แบ่งส่วนที่ตนมี

ให้ไปตามความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ให้ไปแล้วผู้ให้เองก็ไม่เดือดร้อน โดยไม่ได้คิด

ว่าพืชผักที่อีกฝ่ายหนึ่งนำมานั้นจะมีมูลค่าเท่าใดตามหลักคิดของระบบการค้าสมัยใหม่ แต่เป็น

การแลกเปลี่ยนกึ่งช่วยเหลือกันในระบบคุณธรรม

                แม้ว่าทุกวันนี้ เงินตราได้เข้ามาเป็นตัวกลางในระบบการแลกเปลี่ยนของชาวบ้าน

โดยทั่วไปแล้วก็ตาม  ชาวบ้านจำนวนมากโดยเฉพาะทางภาคอีสานก็ยังคงนำพืชผักที่ตนเอง

มีออกแลกข้าวกับหมู่บ้านอื่นอยู่  ที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือว่าภาคอีสานแห้งแล้งจน

เด็กต้องขาดโรงเรียนติดตามพ่อแม่ไปขอทานนั้นจึงไม่จริงทั้งหมด เพราะยังมีส่วนที่เดินทาง

ไปในลักษณะที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาด้วย  ชาวบ้านที่ยกขบวนไปขอแลกข้าวจากหมู่บ้าน

ที่มีความสัมพันธ์กันมาก่อนนั้นมิได้รู้สึกตัวเองต่ำต้อยหรือเสียศักดิ์ศรี พวกเขายังคงได้รับการ

เรียกขานจากชาวบ้านผู้ให้แลกข้าวว่า "พ่อใหญ่แม่ใหญ่" ดังเช่นในบ้านของตัวเอง  นอก

จากนั้นพ่อใหญ่แม่ใหญ่เหล่านี้ยังกลับเห็นการกระทำเช่นนี้ว่าเป็นประเพณีที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หรือ

ปู่ย่าตายายได้"พาทำ"กันมา  และพวกตนก็เคยได้ช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่บ้านตนฝนฟ้าดีมา

แล้ว

                ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนหมู่บ้านในชนบทมิได้มีเพียงในช่วงที่ฝนฟ้าแล้ง  ในภาวะ

ปกติก็จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กัน  ทั้งนี้เพราะแต่ละหมู่บ้านมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเอง

กล่าวคือบางหมู่บ้านอาจมีดินเหนียวดีและมีความสามารถในการปั้นหม้อ ในขณะที่ไม่มีช่างตี

เหล็กเลย  ขณะเดียวกันหมู่บ้านตีเหล็กอาจขาดแคลนหม้อ เกิดเป็นความสัมพันธ์ในเชิงแลก

เปลี่ยนกัน  ในกรณีการรักษาโรคก็เช่นกัน ชาวบ้านเขาจะรู้กันว่ามีหมอยาคนไหนเก่งทาง

รักษาโรคอะไร อยู่ที่หมู่บ้านไหน

                ชาวบ้านในเขตภูเขาอำเภอลานสะกา จังหวัดนครศรีธรรมราชไม่สามารถทำนาได้

แต่มีผลหมากรากไม้ เช่นสะตอ ลูกเนียง มังคุด ทุเรียนเหลือเฟือก็นำใส่เรือที่เรียกกันว่า

"เรือเหนือ" ล่องตามลำคลองไปแลกข้าวแลกเกลือกับชาวบ้านในเขตที่ราบลุ่มปากพนัง ก็

เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันชนิดหนึ่ง  ซึ่งในหลายกรณีนำไปสู่ความสัมพันธ์ทางสังคมใน

เชิงเป็นญาติกันแบบไม่ต้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน แต่สามารถคบหากันลึกซึ้งแบบ "มีสุข

ร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน" ได้ โดยผ่านพิธีกรรมที่เรียกกันว่า "มัดเกลอ"

                การ"เป็นเกลอ" กันระหว่างคนที่อยู่ทางภูเขากับคนอยู่ที่ราบทางฝั่งทะเลนี้มีสำนวน

เรียกกันติดปากคนใต้ว่า "ไอ้เกลอเขาไอัเกลอเล" [เปลื้อง คงแก้ว, พัฒนาการของหมู่

บ้านภาคใต้ ในวิกฤติหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]  ในภาคอื่น เช่นภาคอีสานก็มี

พิธี "ผูกเสี่ยว" ที่มีความหมายแบบเดียวกัน

 

                (3) ระบบคุณค่า ศาสนา และความเชื่อ  แม้ว่าศาสนาพุทธจะแผ่เข้ามาในดินแดนที่

เป็นประเทศไทยปัจจุบันนับพันปีแล้ว  และหมู่บ้านชนบทเกือบทุกแห่งมีวัดทางพุทธศาสนาอยู่

เว้นแต่ในแถบสี่จังหวัดภาคใต้ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม  ศาสนาพุทธที่ชาวบ้าน

ชนบทนับถือนี้ก็ยังคงมีส่วนผสมของความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนที่สืบทอดกันมา กับความเชื่อ

แบบศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาก่อนอยู่ด้วย

                อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แฝงอยู่ในความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างเห็นได้

ชัด  การตั้งศาลพระภูมิก็เป็นคติแบบพราหมณ์  ต้องใช้หมอพราหมณ์ทำพิธี โดยในวันทำ

พิธีนั้นอาจนิมนต์พระสงฆ์มาสวดด้วย  เรื่องของมเหศักดิ์ หลักบ้าน หลักเมือง ก็มาจากคติ

ความเชื่อแบบพราหมณ์

                พิธีกรรมของชาวบ้านในภาคใต้มีคติความเชื่อแบบพราหมณ์แฝงฝังอยู่มาก โดยเฉพาะ

ในเขตชุมชนเก่าเช่นนครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี  นอกจากในแง่ความเชื่อและ

พิธีกรรมแล้วยังมีหลักฐานทางโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ รวมทั้งคนที่มีเชื้อสาย

ตระกูลพราหมณ์กระจายอยู่ทั่วไป แสดงให้เห็นว่าในยุคสมัยหนึ่ง ศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามามี

บทบาทในระบบความเชื่อของคนในบริเวณนี้สูงมาก[ดูปรีชา นุ่นสุข, ศาสนาพราหมณ์กับภูมิ

ปัญญาชาวบ้านภาคใต้ ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]  พระยาอนุมาน

ราชธน ปราชญ์ทางด้านวัฒนธรรมของไทยจึงเรียกพุทธศาสนาที่ชาวบ้านนับถือที่ผสมผสาน

ความเชื่อแบบดั้งเดิมและแบบพราหมณ์เข้าไปด้วยนี้ว่า "พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน"

(Popular Buddhism) ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธที่เป็นพุทธตามหลักปรัชญาคำสอนของ

พระพุทธเจ้าที่ท่านเรียกว่า "ศาสนาของผู้รู้" (Intellectual Buddhism) [ดูพระยา

อนุมานราชธน, การศึกษาประเพณีไทย, ราชบัณฑิตยสถาน 2514]

                ในภาคเหนือมีตำนานเรื่องการต่อสู้กันระหว่างพระพุทธเจ้ากับ "ย่าขวัญข้าว" เมื่อ

ย่าขวัญข้าวน้อยใจหนีไป ความอดอยากก็เกิดขึ้น จนในที่สุดพระพุทธเจ้าต้องเสด็จไปตาม

ย่าขวัญข้าวกลับ  ความอุดมสมบูรณ์จึงกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง [ดูวิชิต นันทสุวรรณ และศรชัย

วิจิตรพร, ข้าวคือชีวิต ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 5/2528] ตำนานดังกล่าวก็คือสัญลักษณ์ หรือ

ตัวแทนของการต่อสู้กันระหว่างความเชื่อที่มีอยู่เดิมกับความเชื่อแบบพุทธศาสนาในช่วงที่เริ่ม

เผยแพร่เข้ามา

                การที่ศาสนาพุทธได้รับการยอมรับจากชาวบ้านอาจเนื่องมาจาก ประการที่หนึ่ง

ศาสนาพุทธสามารถให้คำอธิบายสนับสนุนความเชื่อและคุณค่าบางอย่างที่ชาวบ้านถือปฏิบัติกัน

อยู่แต่เดิมได้ เช่น ชาวบ้านให้คุณค่ากับการมีเมตตา มีความกรุณาช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับทุกข์

มีความชื่นชมยินดีในความสุขและความสำเร็จของผู้อื่น ศาสนาพุทธก็มีหลักคำสอนเกี่ยว

กับ พรหมวิหารธรรม ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ชาวบ้านถือปฏิบัติอยู่  ยังมีหลักธรรมอื่น ๆ อีก

จำนวนมากที่สามารถให้คำอธิบายสนับสนุนคุณค่าเดิมและการปฏิบัติตนที่มีอยู่ในวิถีชีวิตของ

ชาวบ้านในชุมชนได้   ประการที่สอง  พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ยินยอมที่จะประนีประนอมกับพิธีกรรมตามความเชื่อเดิมของชาวบ้าน เช่นพระสงฆ์ยอมรับนิม

นต์ไปร่วมในพิธีสวดไล่ผีร้าย อุทิศส่วนกุศลให้ผีดี  การเสกปลัดขิก  หรือการเจิมการรดน้ำ

มนต์ตามคติความเชื่อแบบพราหมณ์ที่แทรกตัวอยู่ในความเชื่อของชาวบ้านก่อนที่ศาสนาพุทธจะ

เข้ามา

                ระบบความเชื่อของชาวบ้านชนบทจึงมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อ 3 แบบใหญ่ ๆ ดัง

กล่าว คือ ความเชื่อดั้งเดิม ความเชื่อแบบพราหมณ์ และความเชื่อแบบพุทธ  จึงอาจเรียก

ระบบความเชื่อของชาวบ้านได้ว่าเป็นระบบความเชื่อแบบ "ผี-พราหมณ์-พุทธ" ซึ่ง

ส่วนผสมของความเชื่อเหล่านี้จะมีส่วนไหนมากน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่พัฒนาการของชุมชนแต่

ละแห่ง  และแต่ละบุคคล

                ในที่นี้จะไม่กล่าวละเอียดถึงลักษณะความเชื่อแบบพราหมณ์และแบบพุทธซึ่งสามารถ

ศึกษาได้จากเอกสารทั่วไป จะเน้นกล่าวถึงเฉพาะความเชื่อแบบดั้งเดิมซึ่งเป็น "รากฐาน

ความเชื่อ" ของชาวบ้านชนบท ที่ยังมีผลต่อวิถีชีวิตของเขาอยู่กระทั่งทุกวันนี้  แม้แต่ในหมู่

บ้านชนบทที่เป็นหมู่บ้านคริสต์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดหนองคาย  ชาวบ้านที่เป็นคริสตชนบางคน

ยังนำไก่ต้มไปแก้บนกับรูปปั้นพระนางมารี(มารดาของพระเยซู)ในโบสถ์ของหมู่บ้าน

[ข้อมูลจาก วิชิต นันทสุวรรณ, สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา 2526]

                ผู้ศึกษาเรื่องวัฒนธรรมชนบทหรือต้องทำงานเกี่ยวข้องกับชาวบ้านในชนบทหากไม่มี

ความเข้าใจในรากฐานความเชื่อนี้ของชาวบ้านแล้วก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

                ความเชื่อดั้งเดิม เกิดขึ้น สืบทอด และมีพัฒนาการมานานกว่าความเชื่อแบบ

พราหมณ์ พุทธ คริสต์ และแบบอื่น ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  อันเป็นผลการจากต่อสู้ทางการ

ผลิตที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ การที่มาอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน  ต่อมาจึงมีอิทธิพลของศาสนา

พราหมณ์ที่แพร่จากอินเดียเข้ามาผสม  ต่อมาก็มีศาสนาพุทธติดตามเข้ามา  ทั้งนี้ไม่นับรวม

ถึงชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งในระบบความเชื่อของเขาอาจไม่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์อยู่

เลยก็ได้ จากความเชื่อเดิมก็มีอิทธิพลความเชื่อแบบพุทธหรือคริสต์เข้าไปผสมเลย โดยการ

เผยแพร่ศาสนาของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธหรือมิชชันนารีในศาสนาคริสต์ ในชนบทที่อยู่ห่าง

ไกลมาก ๆ กระทั่งอิทธิพลความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ พุทธ คริสต์ หรืออิสลามยังเข้าไป

ไม่ถึงก็ยังมีอยู่

                ลักษณะเด่นของความเชื่อดั้งเดิม[1] อันเป็นลักษณะร่วมของชาวบ้านส่วนใหญ่ในทุกภาค

ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษามอญ-เขมร (เช่นเขมร กะเลิง ส่วย

ในแถบอีสานใต้) กลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาในตระกูลไทย-ลาวแถบภาคกลางและอีสาน  หรือ

กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ในภาคต่าง ๆ รวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ก็คือ การให้คุณค่ากับ

ธรรมชาติที่แวดล้อมตัวเขาอยู่ และการให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษและสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่ง

สมถ่ายทอดมา

                การให้คุณค่ากับธรรมชาติแวดล้อม แสดงออกโดยการที่เขาให้จิตวิญญาณ

แก่สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติหรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่นในป่าก็มีเจ้า

ป่า มีเทพารักษ์ มีผีป่า ในต้นไม้บางชนิดก็มีผี เช่นผีตะเคียน ผีตานี ต้นโพธิ์ ต้นไทรก็มี

วิญญาณศักดิ์สิทธิสิงสถิตอยู่  ในน้ำมีผีน้ำ ในดินมีพระภูมิเจ้าที่  ในนามีพระภูมินา(ในภาค

กลาง) หรือผีตาแฮก(ในภาคอิสาน) ในเรือมีแม่ย่านางประจำเรือ ต่อมาเมื่อมีรถใช้ก็นำ

แม่ย่านางมาประทับในรถด้วย   รถของคนเมืองอาจไม่มีแม่ย่านางทุกคัน  แต่

รถอีแต๋นของชาวบ้านต้องมีแม่ย่านางอยู่ทุกคัน  ในวัวควายซึ่งเป็นสัตว์ใช้งานก็มี "ขวัญ"

เช่นเดียวกับคน เมื่อมีการใช้แรงงานสัตว์เหล่านี้อย่างหนักในการเพาะปลูกก็

ต้องมีพิธี "สู่ขวัญควาย" เพื่อขอขมาลาโทษและขอบคุณควาย  เม็ดข้าวที่หล่นบนพื้นคนชนบท

จะไม่เหยียบเพราะมี "แม่โพสพ" อยู่  คนชนบทให้คุณค่ากับข้าวสูงมาก ดังจะเห็นได้จาก

คนเฒ่าคนแก่กินข้าวเสร็จแล้วยกมือไหว้ข้าว ซึ่งก็คือการไหว้แม่โพสพนั่นเอง  ตำนานและ

คติพื้นบ้านที่เกี่ยวข้าวก็มีอยู่มาก เช่น ห้ามปลูกหรือเก็บข้าวเจ้าล้อมข้าวเหนียว ถือเป็นการ

ขนาบ อาจทำให้เจ้าของนาเจ็บป่วยถึงตาย  ห้ามขายข้าวในวันศุกร์และวันเสาร์  ห้าม

เก็บข้าวไว้ใต้ถุนบ้าน  ห้ามนำไข่ใส่ปากหม้อขณะหุงข้าว ขวัญข้าวจะตาย

                การให้คุณค่ากับสิ่งรอบตัวเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาในการดำเนินชีวิตของชาว

บ้านที่เน้นการ ปรับตัว เข้ากับธรรมชาติและการ อยู่ร่วม กับธรรมชาติ ทุกอย่างมีเจ้าของที่เรา

จะล่วงละเมิดด้วยความมักง่ายไม่ได้  ความเชื่อในเรื่องจิตวิญญาณของเจ้าป่าเจ้าเขาทำ

ให้ชาวบ้านไม่อาจตัดไม้ทำลายป่าลงอย่างง่าย ๆ  ในหมู่บ้านภาคอีสาน หากชาวบ้านคนในมี

ความจำเป็นต้องใช้ไม้สักต้นเพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน เขาต้องบนบานศาลกล่าวทั้งกับเจ้าป่า

เจ้าเขาและต้องบอกกับ "จ้ำ" ซึ่งเป็นผู้สื่อสารระหว่างคนกับผีก่อน  หลังจากเลือกได้ต้นที่

ตรงประโยชน์ใช้งานตามต้องการ และจ้ำอนุญาตแล้ว ยังต้องมีพิธีบูชา เสร็จแล้วกลับไป

นอนบ้านอีกหนึ่งคืน หากคืนนั้นหลับสบายไม่ฝันร้ายอะไรเลย เช้าขึ้นมาจึงจะชักชวนกันไปตัด

ไม้ต้นนั้นได้ หากมีฝันร้ายเป็นลางไม่ดีก็ต้องเริ่มกระบวนการเลือกต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง

                ชาวบ้านชนบทถ่อมตัวเองลงต่อหน้าธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบตัวเองกับ

โลก กับจักรวาลและดวงดาวแล้ว พวกเขารู้สึกตัวเองเล็กมาก  จะทำอะไรจึงต้อง

ระมัดระวังว่าจะไปกระทบกระเทือนอำนาจของธรรมชาติหรือที่เหนือธรรมชาติขึ้นไป ดัง

กรณีตัวอย่างการตัดไม้ที่ยกมา  ได้ไม้มาแล้วจะปลูกบ้าน ลงเสาหลักปักเสาเรือนก็ต้อง

ดูฤกษ์ดูยาม ดูทิศดูทางให้สอดคล้องกับเวลาและทิศทางของธรรมชาติด้วย เพื่อว่าสิ่งที่ทำนั้น

จะได้ไม่ "ขัด" กับกฏของธรรมชาติ  สร้างบ้านเสร็จแล้วจะมีพิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่ต้องหา

"วัน" ดีอีก (ที่ต้องเป็น "วัน" เพราะพิธีมงคลไม่นิยมทำกันในเวลากลางคืน)  ทั้งหมดนี้ก็

เนื่องจากโลกและจักรวาลมีศูนย์กลางและมีเวลาของมันอยู่  พวกเขาต้องการเป็น

ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งที่อยู่อย่างกลมกลืนกับโลกและจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้  พวกเขา

พยายามเข้าหาและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ  ซึ่งต่างกับแนวความคิดแบบสมัยใหม่ที่

พยายามเอาชนะธรรมชาติ [ดูเสรี พงศ์พิศ, เพิ่งอ้าง]

 

                การให้ความเคารพแก่บรรพบุรุษและสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมถ่ายทอดมา แสดงออก

โดยการบูชาและยำเกรงบรรพบุรุษแม้ว่าบรรพบุรุษของเขาจะตายจากไปแล้ว โดยชาวบ้าน

เชื่อว่าในตัวมนุษย์ทุกคนมีวิญญาณอยู่ แม้ร่างกายจะตายไปแต่วิญญาณก็ยังคงล่องลอยอยู่และ

สามารถให้คุณให้โทษกับผู้ที่ยังอยู่ได้  ดังนั้นในครอบครัวแต่ละครอบครัวจะมีผีบรรพบุรุษ

ประจำครอบครัวอยู่ เรียกว่า [1]ผีเชื้อ[1] ซึ่งอาจเรียกต่างกันออกไปตามท้องถิ่น เช่น ชาวบ้าน

ในภาคใต้เรียก "ผีตายาย" ภาคกลางเรียก "ผีปู่ย่าตายาย" และภาคเหนือเรียก "ผีปู่

ย่า" เป็นต้น

                การเรียกชื่อผีบรรพบุรุษของชาวบ้านยังเป็นเครื่องชี้ถึงลักษณะโครงสร้างครอบครัว

และการจัดระเบียบทางสังคมของเขาด้วย[ดูพระยาอนุมานราชธน, เพิ่งอ้าง]

                นอกจากผีบรรพบุรุษของแต่ละครอบครัวแล้ว ยังมีผีประจำชุมชนอีก  โดยเมื่อมี

การอพยพกันมาตั้งหมู่บ้านใหม่นอกจากจะต้องดูโดยใช้ภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาว่าที่

ตรงไหนควรเป็นที่ปลูกสร้างบ้านเรือน ซึ่งมักเป็นที่ดอนหรือที่โคก  ที่ตรงไหนควรจะเป็นที่

ทำนา ซึ่งมักเป็นที่ลุ่มที่น้ำท่วมถึง  ที่ตรงไหนควรจะเป็นที่ทำสวน ซึ่งมักเป็นที่ที่อยู่ใกล้

แหล่งน้ำที่มีน้ำตลอดปี  ที่ตรงไหนควรจะเป็นทุ่งหญ้าสาธารณะเพื่อเลี้ยงสัตว์  ที่ตรงไหน

ควรจะปลูกแนวใผ่เพื่อกันลม  ดูแนวทางการไหลของน้ำและอื่น ๆ แล้ว  สำหรับชาวบ้าน

ชนบทแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือที่ตั้งศาลสำหรับบูชาผีประจำชุมชน เช่น "ศาลปู่ตา" ของชาว

ชนบทอีสาน ภาคอื่นอาจมีชื่อเรียกต่างกันออกไป เช่น "ผีเสื้อบ้าน" ในภาคเหนือ ซึ่งมักจะ

อยู่บนที่ดอนหรือที่โคกริมหมู่บ้านด้านในด้านหนึ่ง โดยยกเป็นศาลสี่เสาขึ้นอย่างง่าย ๆ

(ดูภาพ) ต่อจากนั้นก็มีการนำรูปปั้นหรือรูปสลักไม้ซึ่งทำเป็นรูปคนบ้างสัตว์บ้างไปวางไว้ข้าง

ใน ด้านหน้าตูบจะมีชานยื่นออกมาสำหรับวางเครื่องบูชา  บริเวณรอบ ๆ ศาลชาวบ้านจะ

ไม่ตัดต้นไม้ เว้นให้คงสภาพเป็นป่าไว้ เรียกว่า "ป่าปู่ตา" หรือ "ป่าเสื้อบ้าน"  ป่าดัง

กล่าวบางแห่งเนื้อที่เพียง 10 ไร่ ในขณะที่บางแห่งมีเนื้อที่กว่า 100 ไร่  ชาวบ้านได้

อาศัยป่านี้เป็นแหล่งอาหาร   เช่น สามารถเข้าป่าปู่ตาไปหาเก็บเห็ดเก็บผัก

หรือสัตว์เล็กต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  แต่ต้องมีการกล่าวขออนุญาตปู่ตาเสียก่อน

 

(ภาพประกอบ "ศาลปู่ตา บ้านดอนเขือง ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร"

ภาพโดยสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน 2532)

 

                "ป่าปู่ตา" ยังมีฐานะเป็นป่าสงวนของชาวบ้านที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษา  ดังนั้น

ในปัจจุบัน ขณะที่ป่าทางอิสานถูกทำลายลงไปเกือบหมดแล้ว  เกือบทุกหมู่บ้านจะยังมีป่า

ริมหมู่บ้านอยู่หย่อมหนึ่งเสมอ  เป็นป่าสงวนขนาดเล็กที่ปู่ตากับชาวบ้านช่วยกันปกป้องดูแล

 

(ภาพประกอบ "ป่าปู่ตา บ้านกุดซวย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ 40 ไร่"

ภาพโดยพิทยา ว่องกุล ศูนย์เอกสารเพื่องานพัฒนาชนบท 2530")

 

                สำหรับชาวบ้านแล้ว กฏเกณฑ์ของผีปู่ตาและผีอื่น ๆ เป็นกฏที่ศักดิ์สิทธิมาก  การทำ

ผิดกฏหมายอาจไม่ถูกลงโทษหากไม่มีผู้ใดรู้เห็น เพราะเป็นกฏที่เขียนไว้เป็นตัวหนังสืออยู่นอก

ตัวคน  แต่กฏของผีเป็นกฏที่สมาชิกของชุมชนทุกคนรับรู้นับแต่เริ่มรู้ความ เป็นกฏที่อยู่ภายใน

ใจของสมาชิกทุกคน  และผีจะรู้จะเห็นเสมอไม่ว่าใครจะทำผิดที่ไหน  พร้อมกับก็มีบทลง

โทษของตัวเองคือการบันดาลให้ผู้กระทำผิดมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา ตั้งแต่เจ็บไข้

ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงตาย  ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากผู้ที่สามารถติดต่อกับผี

เช่น "จ้ำ" ของทางอีสาน ว่าได้กระทำผิดต่อผี จะต้องจัดพิธีขอขมาขึ้น  เรียกว่าการแต่ง

แก้เสียเคราะห์  ทางภาคเหนือ พิธีกรรมลักษณะเดียวกันนี้เรียกว่าการ "เสียผี" และ

เรียกการทำผิดต่อผีว่า "ผิดผี" เช่นการลักลอบได้เสียกันก่อนแต่งงาน ซึ่งก็คือการทำผิดต่อ

บรรพชน เป็นการไม่เคารพต่อบรรพชนนั่งเอง

                การเคารพผีบรรพบุรุษก็คือการเคารพในรากเหง้าของตนเอง ส่งผลให้สมาชิกของ

ชุมชนต้องดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่บรรพชนของตนได้ให้แนวทางไว้  ชาวบ้านเชื่อว่า ผู้ที่

ให้ความเคารพและดำเนินชีวิตตามแบบอย่างที่ปู่ย่าตายายวางแนวไว้ให้จะได้รับ

ประโยชน์ด้วยตัวเอง  ผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่นหรือไม่เจริญรอยตามก็จะได้รับโทษด้วยตัวเองเช่นกัน

                พิธีกรรม เช่น "การครอบครู" "ไหว้ครู" "บูชาครู" หรือ "ครูหมอ" ของชาวบ้าน

ภาคใต้  ของชาวบ้านก็เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งถึงการให้คุณค่ากับภูมิปัญญาที่ได้รับการ

ถ่ายทอดกันมา  เพราะทุกคนที่ทำอะไรได้ต้องมี "ครู" พิธีกรรมเกี่ยวกับครู ซึ่งมิได้

ถึงเฉพาะครูที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เป็นสิ่งที่ต้องทำทุกครั้งก่อนที่จะมีการใช้วิชา

ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมา  ไม่ว่าจะเป็นทางช่าง ทางการร้องรำทำเพลง หรือการ

แสดง  เพื่อให้กระทำการต่าง ๆ อย่างมีสติและสมาธิ ไม่หุนหันพลันแล่น  นอก

จากนั้นการมีครูเดียวกัน ที่เรียกว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน ยังจะทำให้เกิดความสามัคคีในหมู่

คณะด้วย  แต่ก็มีด้านลบหากนำความสามัคคีนั้นไปทุบตีกับสำนักอื่น

                ในภาคอีสาน ชาวบ้านถือว่าผีที่ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นเจ้าแห่งผีทั้งมวล คือ "แถน" หรือ

พญาแถน ปู่แถนย่าแถนก็เรียก พญาแถนอยู่บนฟ้า ผู้ที่ติดต่อกับแถนจึงถูกเรียกว่า "ผีฟ้า"

บางครั้งก็เรียกรวมกันไปว่า "ผีฟ้าพญาแถน"   ในเดือนหกหรือประมาณเดือนพฤษภาคม

ของทุกปีชาวบ้านจะจัดพิธีบุญบั้งไฟ เพื่อบูชาพญาแถน และเพื่อเตือนให้ท่านทราบว่าฤดูกาล

ผลิตมาถึงแล้ว ขอให้ท่านบันดาลให้ฝนตกลงมาให้ลูกหลานได้ทำนาด้วย

                ผีฟ้าช่วยชาวบ้านในการติดต่อกับพญาแถนในการทำนายทายทักและรักษาโรคภัยไข้

เจ็บต่าง ๆ  ฝีฟ้ารักษาโรคโดยการร่ายรำ มีแคนประกอบเรียกว่าการ รำผีฟ้า (ดูภาพ)

     การรักษาโรคแบบพื้นบ้าน ไม่ว่าจะโดยจ้ำ ผีฟ้า หรือแม้กระทั่งหมอยา โดยทั่ว

ไปจะเรียกค่ารักษาไม่ได้ แต่ผู้ป่วยต้องจัดเครื่องบูชาที่เรียกว่า "คาย" พร้อมเงินค่ายกครู

ซึ่งมีการกำหนดราคาเอาไว้แน่นอน แต่มักเป็นจำนวนไม่มากเช่น หกสลึงบ้าง 7 บาทบ้าง 9

บาทบ้าง  ทำให้ทุกคนในชุมชนมีสิทธิในรักษาเสมอหน้ากัน ไม่ว่าจะมีเงินมาก เงินน้อย

หรือแม้กระทั่งไม่มี   อีกทั้งผู้ที่เป็นแม่หมอหรือพ่อหมออยู่ในหมู่บ้านก็ทำนาทำไร่หรือการผลิต

อย่างอื่นของตัวเองไปด้วยอยู่แล้ว  มิได้เป็น "อาชีพอิสระ" อย่างหมอในสังคมสมัยใหม่

นอกจากนี้หมอพื้นบ้านเหล่านี้ ยังมีกฏเกณฑ์  ซึ่งอาจเทียบได้กับการมีจรรยาบรรณของแพทย์

สมัยใหม่ ที่ต้องยึดถือโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะเกิดอาการ "ธรรมแตก" คือวิชาเสื่อม และ

อาจมีอันเป็นไปต่าง ๆ นานาได้

 

      (ภาพประกอบ "การรำผีฟ้ารักษาโรคที่บ้านบัว อ.กุดบาก จ.สกลนคร "

        ภาพโดยวิชิต นันทสุวรรณ โครงการส่งเสริมสถาบันหมู่บ้าน 2530)

 

                ทุกปีในวันเพ็ญเดือนห้าบรรดาผีฟ้าทั้งหลายจะมาชุมนุมกันเพื่อร่วมกันบูชาพญาแถน

และถือเป็นพิธีไหว้ครูของพวกเขาด้วย  การชุมนุมกันเช่นนี้ยังมีสืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้

 

                ในภาคกลางมีพิธีที่เรียกว่า "เสียกบาล" โดยทำเป็นกระทงใส่หุ่นปั้นเป็นรูปคน นำไป

วนรอบคนป่วย เพื่อดึงสิ่งไม่ดีออกจากร่างคนป่วย แล้วนำไปวางไว้ตามทางสามแพร่ง เพื่อ

ให้ความไม่ดีหรือผีนั้นหลงทาง กลับมาที่เก่าไม่ถูก  หรือหากมีทางน้ำผ่านจะนำไปลอยน้ำก็ได้

พิธีเสียกบาลจึงเป็นการสเดาะเคราะห์แบบหนึ่ง ที่ยังมีชาวบ้านทำอยู่ในปัจจุบัน

                "ผี"ของชาวบ้านจึงมิใช่เป็น "เรื่องเหลวไหล" อย่างที่คนเมืองสมัยใหม่เข้าใจ

สำหรับชาวบ้านแล้วผีมีจริง เพราะ ผีมีความหมายต่อชีวิตเขา  ผีให้กฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ

ให้คุณให้โทษแก่เขาได้  ทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้  และให้คำตอบกับปัญหาต่าง ๆ

ในชีวิตประจำวันของเขาได้[เสรี พงศ์พิศ, คืนสู่รากเหง้า, สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529

หน้า 49]

                นอกจากการให้คุณค่ากับธรรมชาติและสิ่งรอบตัว  การให้คุณค่ากับรากเหง้ากับภูมิ

ปัญญาของบรรพบุรุษ โดยผ่านทางการบูชาผีธรรมชาติ และการบูชาผีบรรพบุรุษ  ในแบบ

ต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว  ชาวบ้านยังมีความเชื่อเกี่ยวกับผีทั้ง "ผีดี" และ "ผีร้าย"

อื่น ๆ อีกมาก  โดยเฉพาะการบูชาผีร้ายที่ยังคงมีบทบาทอยู่ในหลายท้องที่ เช่นการทำ

เสน่ห์ยาแฝด การเสกของเข้าตัว ซึ่งจะไม่กล่าวในที่นี้ [ผู้สนใจอาจดูรายละเอียดในเสรี

พงศ์พิศ, ไสยศาสตร์กับสังคมไทย, ในเอกสารการสอนชุดวิชาศาสนาและความเชื่อใน

สังคมไทย, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 2532]

 

                ระบบการทำมาหากิน ระบบการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันความสัมพันธ์กัน และ

ระบบความเชื่อ  เป็นที่มาของ จารีตและประเพณี ต่าง ๆ ของชุมชน ที่ชาวบ้านถือปฏิบัติ

ซึ่งอาจมีแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วก็มีส่วนที่ร่วมกันอยู่ เพราะสังคม

ชนบทเป็นสังคมเกษตรที่มีฤดูกาลและวงจรการเพาะปลูกคล้ายกัน  มีพัฒนาการของ

ระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และระบบความเชื่อที่คล้าย ๆ กันมา

                ในภาคอีสาน มีการบันทึกจารีตประเพณีเป็นลายลักษณ์อักษร ผูกไว้เป็นโครงกลอน

ตามฉันทลักษณ์ของเขาอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า "ฮีตคอง" หรือ "ฮีตคลอง"  ส่วนภาคอื่น ๆ

นั้นก็มีจารีตประเพณีที่ไม่แตกต่างกันมากนักในหลักใหญ่ เช่น "ฮีตฮอย" ของภาคเหนือ

อาจมีผิดแผกแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด

                ฮีต ก็คือ "รีต" หรือ "จารีต" ส่วน คลอง ก็คือแนวหรือแบบแผนปฏิบัติ

(ตามทำนองคลองธรรม)   ฮีตคลองที่รู้จักกันดีก็คือ ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ ที่ให้

หลักเกณฑ์ว่าในรอบปีหนึ่ง ๆ นั้นในช่วงไหนจะต้องทำอะไรบ้าง  และผู้ที่อยู่ในสถานะ

ต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร  อะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ  โดยมีฮีตคลองย่อย

หลายประการมาประกอบอีก เช่น ฮีตเจ้าคลองขุน  ฮีตท้าวคลองเพีย  ฮีตยี่คลองเจียง

ฮีตเซียงคลองทิด  ฮีตไร้คลองเขย  ฮีตผัวคลองเมีย  ฮีตพ่อตาคลองแม่ยาย  เป็นต้น

                ฮีตคลองต่าง ๆ เหล่านี้เป็นฮีตคลองที่ใช้ร่วมกันกับชาวบ้านในประเทศลาวด้วย โดย

เฉพาะฮีตสิบสองคลองสิบสี่ ประเทศลาวเคยถือว่าส่วนของ"คลองสิบสี่"นั้นเป็นคล้าย ๆ

กฏระเบียบของบ้านเมืองเลยทีเดียว  ดังบันทึกของผู้เฒ่าทางอีสานคนหนึ่งว่า

"ลัทธิประเพณีของคนโบราณ ถือกันมาช้านาน แต่ปัจจุบันค่อนข้างจืดไปบ้าง  คนโบราณสมัย

เมืองเวียงจันทร์เป็นราชธานีเขาถือกันจริง ๆ จัง ๆ บางครั้งเจ้ามหาชีวิตต้องออกคำสั่ง

เองก็ยังมี   ฮีตสิบสองคองสิบสี่ในสมัยนั้นจึงศักดิ์สิทธิมาก..."[บรรเทา สุทธิเรือง,

ฮีตสิบสองคลองสิบสี่, ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 6/2527 หน้า 82]

 

 

                ฮีตสิบสอง เป็นกิจกรรมทางประเพณีสิบสองประการที่ชาวบ้านในชุมชนต้องทำ

ร่วมกันในรอบปีทั้งสิบสองเดือน

                วิธีนับวันเดือนปีในวัฒนธรรมของชาวบ้านชนบทนั้นถือตามปฏิทินทางจันทรคติ ซึ่งเดือน

ที่หนึ่งหรือเดือนอ้ายจะเริ่มก่อนเดือนที่หนึ่งของปฏิทินสุริยคติประมาณหนึ่งเดือน ดังนั้นเดือน

อ้ายจะตกราวเดือนธันวาคม

 

                กิจกรรมในแต่ละเดือนที่ระบุไว้ในฮีตสิบสองมีดังต่อไปนี้

     เดือนอ้าย          บุญเข้ากรรม                         ให้พระภิกษุเข้าปริวาสกรรม

     เดือนยี่               บุญคูณลาน                           ให้นำข้าวมากองกันที่ลานทำพิธีก่อนนวด

     เดือนสาม         บุญข้าวจี่                                ให้ถวายข้าวจี่(ข้าวเหนียวปั้นชุบไข่ทาเกลือแล้วนำไปย่างไฟ)

     เดือนสี่              บุญพระเวส                          ให้ฟังเทศน์มหาชาติ คือเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดก

     เดือนห้า            บุญสงกรานต์                       ให้สรงน้ำพระ และผู้เฒ่าผู้แก่

     เดือนหก           บุญบั้งไฟ                              บูชาพญาแถนตามความเชื่อเดิม และ บุญวิสาขบูชา

ตามความเชื่อแบบพุทธ

     เดือนเจ็ด           บุญซำฮะ (ชำระ)                 ให้บนบานพระภูมิเจ้าที่ เลี้ยงผีปู่ตา ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข

     เดือนแปด         บุญเข้าพรรษา                      ให้ถวายภักษาหารและผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุสามเณร

     เดือนเก้า           บุญข้าวประดับดิน               ให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ

     เดือนสิบ           บุญข้าวสาก                           ให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเช่นเดียวกับเดือนเก้า รวมทั้งผีไม่มีญาติ

                                                                                ให้ได้ไปผุดไปเกิด (เวลาเดียวกันนี้ทางภาคใต้มีเทศกาลเดือนสิบ

                                                                                มีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผีไม่มีญาติ และมีพิธี"ชิงเปรต")

     เดือนสิบเอ็ด    บุญออกพรรษา                    ให้ทำบุญตักบาตร

     เดือนสิบสอง   บุญกฐิน                                 ให้จัดงานทอดกฐินและงานลอยกระทง

 

                ในปัจจุบันการปฏิบัติฮีตสิบสองอาจไม่สามารถทำได้ครบทั้งหมดในทุกหมู่บ้าน โดย

เฉพาะเมื่อระบบการผลิตเปลี่ยน เช่น บางแห่งปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง ก็เกิดคำถามว่าจะทำ

บุญที่เกี่ยวกับข้าวอย่างไรดี  หรือบางแห่งก็ทำพืชไร่กันเป็นหลัก  บางแห่งยังคงทำนา แต่มี

ปัญหาทางเศรษฐกิจมาก จนไม่อาจทำบุญได้ครบทุกอย่าง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสามและ

เดือนสี่ที่มีงานบุญต่าง ๆ มาก

 

(ภาพประกอบ "พิธีเลี้ยงผีเสื้อบ้าน ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเขตกิ่งอำเภอทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน"

       ภาพโดยวิชิต นันทสุวรรณ, โครงการส่งเสริมสถาบันหมู่บ้าน 2530)

 

                คองสิบสี่ หรือคลองสิบสี่ เป็น "ประเพณีรักษาการบ้านเมือง เพื่อความเป็นปกติสุข

และความผาสุก อยู่ดีกินดีของชาวเมือง ช่วยกันรับผิดชอบและรักษาไว้ให้มั่นคง  ในหนังสือ

เสียวสวาดคำกลอนได้กล่าวไว้ทั้งสิบสี่ข้อครบบริบูรณ์"[พระอริยานุวัตร, เอกสารประกอบ

การสัมมนาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีสานใต้, วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ 2525]

                คลองสิบสี่ได้กำหนดสิ่งที่ผู้มีสถานภาพที่แตกต่างกัน 14 ประเภทในบ้านเมืองต้องทำ

เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบสุข ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ราษฎร จนถึงผู้ปกครอง กระทั่งเทวดา

อารักษ์ เช่น ตาเมือง หรือนักปราชญ์ผู้มีความรู้ให้สอนอักขระ บาลี  แก่นเมือง หรือพระ

สงฆ์ต้องทรงธรรมวินัย  เหล้าเมือง คือ ตาแสง กวนบ้าน รวมทั้งราษฎรต้องซื่อสัตย์  ฝาเมือง

หรือทหารต้องแกล้วกล้า  แปเมือง หรือท้าวพญาผู้ตัดสินคดีความต้องมีศีลธรรมดี

จนถึงผู้มีสถานภาพสุดท้ายที่ 14 คือ เมฆหมอกเมือง หรือเทพาอารักษ์ มเหศักดิ์ หลักเมือง

ต้องดูแลปกปักรักษาบ้านเมืองให้ร่วมเย็นด้วย[พระอริยานุวัตร, อ้างแล้ว]

 

                นอกจากนี้ ยังมีกฏข้อห้ามที่กำกับไว้ในฮีตคลองอีก เรียกว่า "ขวง" หรือ "ขะลำ"

ซึ่งอาจจะใกล้เคียงกับ "ขึด" ของชาวบ้านภาคเหนือ) เช่น:

                - ไทเฮือนเดียวกัน กินข้าวบ่พ้อมกัน ขะลำ

                - อย่านอนผินหัวไปทางทิศตะวันตก ขะลำ

                - นอนบ่ถูกทิศ นุ่งห่มผ้ากลับทาง ใช้ตีนเขี่ยเสื้อผ้า ขะลำ

                - อย่านอนตงขื่อ ขะลำ

                - ลูกเขยลูกสะใภ้นอนเปิงบ่ได้ ถือว่าบ่ยำเกรงปู่ย่าตายาย ขะลำ

                - เป็นบ่าวเป็นสาว อย่าแก้ผ้า-สิ้นนอน ขะลำ

                - อย่านั่งตันประตูและบันใด ขะลำ

                - ให้หญิงสาวชายหนุ่มพูดจาแทะโลมกันเป็นที่เป็นทาง ห้ามนั่งใกล้กันระยะเอื้อมมือถึง ขะลำ

                - กินข้าวอย่าจกข้าวเหนียวเป็นรู ขะลำ

              - ฯ ล ฯ

                ขะลำจึงเป็นข้อไม่เป็นมงคลที่ไม่พึงปฏิบัติที่ละเอียด และเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนตั้ง

แต่เกิดจนตาย เป็นข้อห้ามที่สรุปจากบทเรียนของวิถีชีวิตในชุมชนจากบรรพชนรุ่นก่อน ๆ

เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกของชุมชนและสังคมโดยส่วนรวม[อภิชาต

ทองอยู่, ฮีตคลองมรดกของหมู่บ้าน:คุณค่าและการทำลาย, ในสังคมพัฒนา ฉบับที่ 3/2528

หน้า 26]

 

                ผญา (ออกเสียงว่า ผะ-หยา) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รวมเอาปรัชญา ความคิดความ

เชื่อ สุนทรียศาสตร์ของชาวบ้านอีสานไว้  คล้าย ๆ สุภาษิตคำคม หรือ คำพังเพย ในภาค

กลาง และภาคใต้   ในหมู่บ้านอีสาน เราจะได้ยินบทผญาออกมาจากปากของคนเฒ่าคนแก่

เรียกว่า "จ่ายผญา" อยู่เสมอ  โดยเฉพาะจากคนที่มีคารมคมคาย เจ้าบทเจ้ากลอน เช่น

ในการวิเคราะห์วิจารณ์ปัญหา  "อย่าสิตี๋แถลงหล่ม ตมบ่มีอย่าฝ้าวหมื่น อย่าสิตี๋คะลาดล่ม

คือฟ้าก่อนฝน" (เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย คล้ายกับ "อย่าตีตนก่อนไข้"

ของภาคกลาง)  ในการสอนลูกสอนหลาน "อย่าเป็นเช่นผักอีตู่เตี้ย ต้นต่ำใบดก กกบ่ทันฝัง

แน่น สังมะจี่จุมดอก ฮากบ่ทันหยั่งพื้น สังมะปลิ้นป่งใบ" (อย่าชิงสุกก่อนห่าม)

                นอกจากนี้ ผญายังเป็นเครื่องมือสำหรับชายหนุ่มใช้จีบหญิงสาวด้วย  โดยเฉพาะใน

อดีตยามค่ำคืน ในฤดูเข็นฝ้าย หญิงสาวจะก่อกองไฟนั่งล้อมเป็นวงเพื่อเข็นฝ้ายกัน เรียกว่า

การ "ลงข่วง" เป็นโอกาสสำหรับชายหนุ่ม เสร็จงานเสร็จการแล้วก็จะพากันเข้ามาเกี้ยว

สาว  ผญาจึงเป็นภาษารักด้วย  เช่น หนุ่มจะฝากรักสาวว่า "เจ้าผู้พอสีสร้อย

หมายสิมาก้นฮ่มแก้ว ขั่นอ้ายมาฮอดแล้ว โพธิ์ส้มฮ่มสิเย็นบ่นอ" (พี่หวังมารักสาว เมื่อมา

พบเจ้าแล้ว ยังสงสัยอยู่ว่า เจ้าจะรักหรือไม่)  สาวอาจจะตอบว่า "แนวนำแบ้หากินจน

เท่าค่ำ ไปพบพุ่มมะเขือเครือ มักแข้ง ใจน้องบ่ออยากหนี" (น้องจะรักพี่เพียงคนเดียว ไม่

หนีไปรักใครอีก) [วิไลรัจน์ กฤษณะภูติ, จอกหลอก แจกแหลก ในอีสาน,

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2529]

 

                เราอาจสรุปวิถีชีวิตในรอบปีหนึ่ง ๆ ของชาวบ้าน โดยรวมเอาระบบการผลิต ระบบ

การอยู่ร่วมสัมพันธ์กันในชุมชน และระบบความเชื่อลงไว้ในแผนภูมิต่อไปนี้ โดยไม่ถือว่า

ชุมชนชนบททุกแห่งจะปฏิบัติทุกกิจกรรมที่ระบุอยู่ในแผนภูมินี้  บางแห่งอาจยังปฏิบัติอยู่มาก

บางแห่งน้อย อีกทั้งความเข้มข้นในการปฏิบัติก็ยังแตกต่างกันออกไป

 

๔. การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในชนบท

                วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกิดจากการที่คนมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม  มีการ[1]สะสม[1]ขึ้นเป็นมรดก

ของสังคมนั้น มีการ[1]ปรับปรุง[1]เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และมีการถ่ายทอดต่อไปยังคน

รุ่นใหม่  ผู้ที่เกิดมาในสังคมใดก็จะได้รับมรดกทางวัฒนธรรมของสังคมนั้นโดยอัตโนมัติ

เป็นลำดับแรก  ต่อมาจึงมีการปรับปรุง เพิ่มเสริมเติมแต่ง ตามยุคตามสมัยและสิ่งแวดล้อม

ที่เปลี่ยนแปลงไป  เป็น[1]ความงอกงามทางวัฒนธรรม[1]  สังคมใดมีแต่รับเอาแต่สิ่งที่บรรพบุรุษ

ถ่ายทอดมารักษาไว้เพียงอย่างเดียว ไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพิ่มเติมเข้าไป ใน

ที่สุดก็จะเกิดวัฒนธรรมล้า(cultural lag) ซึ่งจะนำไปสู่การสลัดทิ้งวัฒนธรรมของตน

แล้วรับเอาวัฒนธรรมของคนอื่นเข้ามาแทนที่ อันจะเป็นผลให้สังคมนั้นต้องสูญเสียเอกลักษณ์

ของตนไปในที่สุด [ดูเสฐียรโกเศศ, วัฒนธรรมเบื้องต้น, ราชบัณฑิตสถาน 2524 หน้า

55-62]

                การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในชุมชนชนบทไทยในอดีต โดยผ่านกระบวนการสะสม

ปรับปรุง และถ่ายทอดนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้ามาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี  จนกระทั่งใน

ระยะประมาณ 30 ปีมานี้เอง ที่สังคมไทย ทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบท มีการเปลี่ยน

แปลงอย่างรวดเร็ว  ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมทั้งระบบอย่างชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

ในสังคมชนบท  ได้เกิดช่องว่างทางวัฒนธรรมระหว่าง คนรุ่นใหม่ ที่เกิดและเติบโต

มาในช่วงหลังการเริ่มแผนพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยปี 2504   คนรุ่นกลาง ที่เกิดก่อน

ที่จะมีแผนพัฒนาและได้ทำตามระบบการผลิตแผนใหม่ตาม  และ คนรุ่นเก่า ที่เกิดและเติบโตมา

ในระบบวัฒนธรรมเดิม

                ก่อนหน้าที่สังคมของคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบันนี้จะเข้าสู่

สังคมสมัยใหม่  ชุมชนหมู่บ้านในชนบทซึ่งในขณะนั้นยังมีประชากรน้อยกว่านี้มากนัก  อยู่ภาย

ใต้ระบบศักดินากันมาก่อน เว้นแต่พวกที่หลบไปอยู่เสียห่างไกลจริง ๆ จนอำนาจการจัดการ

ของรัฐตามเข้าไปไม่ถึง  โดยอาณาจักรแต่ละอาณาจักร คือ ล้านช้าง ลานนา พม่า

กัมพูชา และอยุธยากับรัตนโกสินทร์ ที่รบกันไปรบกันมาเพื่อขยายอาณาเขตกัน  (ยกเว้น

อยุธยากับรัตนโกสินทร์ที่ถือเป็นอาณาจักรเดียวกัน เพียงมีชื่อใหม่เมื่อเปลี่ยนที่ตั้งเมือง

หลวง) ต่างก็มีการจัดความสัมพันธ์ของรัฐกับชาวบ้านชนบทตามระบบศักดินา  แต่อาจมี

ความแตกต่างกันในรายละเอียด เช่น ในสมัยอยุธยาอาจเข้มงวดกับชาวบ้านมากกว่าสมัย

เมื่อเป็นรัตนโกสินทร์  อาณาจักรล้านช้างอาจมีความยืดหยุ่นกว่า  ดังสังเกตได้

จากฮีตสิบสองคลองสิบสี่ที่กล่าวมา

                ชาวบ้านชนบทในสมัยก่อนที่จะมีการกำหนดเขตแดนประเทศแน่นอน คือมีการแบ่งเส้น

แนวเขตพรมแดนกันชัดเจน โดยใช้แผนที่ประเทศไทยฉบับที่ใช้กันในปัจจุบัน ชาวบ้านที่อยู่

บริเวณชายแดนระหว่างอาณาจักรต่าง ๆ ไม่มีความแน่นอนว่าตนขึ้นอยู่กับอาณาจักรไหน

เพราะมีการรบพุ่ง ขยายออก ยุบเข้า อยู่ตลอดเวลา   หลังจากที่มีเส้นเขตแดนประเทศ

เป็นที่แน่นอนในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเพียงประมาณร้อยปีมานี้เอง  ชาวบ้านชนบทที่เรียกตัว

เองว่า ลาว (จนแม้ปัจจุบันก็เรียกอยู่) ที่อาศัยอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็มาขึ้นกับการ

ปกครองของไทย  ส่วนฝั่งซ้ายก็ไปขึ้นกับลาวที่ฝรั่งเศสปกครอง  เช่นเดียวกับชาวบ้านที่

เรียกตัวเองว่า เขมร ในเขตจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ปัจจุบันที่ขึ้นกับการ

ปกครองของไทย  ชาวบ้านชายแดนภาคใต้ และทางตะวันตกก็เช่นกัน

                ดังนั้น นับแต่เป็นประเทศที่สมบูรณ์แล้ว เราจึงมีการรณรงค์ในเรื่องของ "ชาติ"

เพื่อว่าประชาชนที่อยู่ในประเทศสยามและต่อมาเป็นประเทศไทยนี้จะได้มีความรักสามัคคี

เป็นประชารัฐ ที่เป็นของไทยทุกส่วน

                อย่างไรก็ตาม เราจะไม่พูดแยกแยะในรายละเอียดว่าลักษณะทางวัฒนธรรมของชาว

บ้านชนบทที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่าง ๆ ภายในขอบเขตดินแดนตามแผนที่ประเทศไทยปัจจุบัน

ในสมัยศักดินานั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร  แต่จะกล่าวรวม ๆ กันไปโดยอาศัยระบบ

ศักดินาของอาณาจักรอยุธยาซึ่งส่งทอดต่อมาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และถูกวัฒนธรรมแบบ

สังคมสินค้าเข้าโจมตีจนอ่อนกำลังลงในในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง  จนกระทั่งระบบ

เศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครอง และระบบความเชื่อเปลี่ยนรูปโฉมใหม่เข้าสู่สังคม

ไทยปัจจุบัน

                ในระบบการปกครองแบบศักดินา  กฎหมายถือว่าที่ดินทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรเป็น

ของรัฐ การที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทำกินอยู่ได้ก็เพราะรัฐอนุญาต  ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านหรือเรียก

ตามกฏหมายในสมัยนั้นว่า "ไพร่" ที่อาศัยอยู่ในชนบทส่วนใหญ่ จึงมีภาระหน้าที่ต้องรับผิด

ชอบเพื่อเป็นการตอบแทนต่อรัฐ 2 ประการ คือ ภาระหน้าที่ที่จะต้องถูกเกณฑ์แรงงานเพื่อ

รับใช้รัฐ  และภาระหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีอากรในฐานะที่ได้รับประโยชน์จากการทำมาหา

กินบนที่ดินของรัฐ  ซึ่งการเกณฑ์แรงงานนี้สร้างความยุ่งยากให้ชาวบ้านพอสมควรโดย

เฉพาะการต้องสูญเสียแรงงานของครอบครัวในขณะถูกเกณฑ์  เช่น บางคนถูกเกณฑ์ให้ไป

ทำนาของเจ้าเมืองก่อน เสร็จแล้วกลับมาทำของตัวเองไม่ทัน  บางคนที่ถูกเกณฑ์แบบเข้า

เดือนออกเดือนจนมีปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว เป็นหนี้เป็นสินจนต้องขายตัวเองลงเป็น

ทาส (ทาสส่วนหนึ่ง นอกจากจะเป็นเชลยที่กวาดต้อนมาจากการทำสงครามแล้ว จึงเป็น

ชาวบ้านที่ล้มละลายนั่นเอง) ส่วนในเรื่องของอากรค่านาที่เรียกว่า "อากรหางข้าว" ที่

เก็บไร่ละ 2 ถังนั้น นับว่าไม่มาก แต่การต้องนำหางข้าวดังกล่าวไปส่งให้ถึงฉางหลวงนั้น

เป็นภาระที่ยากลำบากสำหรับชาวบ้านมาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ไกล บางคนก็ต้องเสีย

ค่าใช้จ่ายในการขนสูง เมื่อเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ภาระต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายลง  โดย

เฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงให้เสียอากรค่านาเป็นเงินได้ในอัตราไร่ละ 1 สลึง บวกกับ

ค่าที่สมมุติว่าเป็นค่าขนอีก 1 เฟื้อง  ส่วนในเรื่องการเกณฑ์แรงงานนั้น นับตั้งแต่

ช่วงปลายสมัยอยุธยาก็ค่อย ๆ ลดเวลาที่ต้องถูกเกณฑ์ลงตามลำดับ และให้ "ส่งส่วย" แทน

การมาเข้าเกณฑ์ได้  อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีชาวบ้านส่วนหนึ่งหนีเกณฑ์  จนต้องมี

ประกาศเรื่องห้ามซ่องสุมไพร่ระบาดในสมัยรัชกาลที่ 3 จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5

พระองค์ทรงโปรดให้มีการ"เลิกไพร่" โดยออก พรบ.ลักษณะการเกณฑ์ทหาร พ.ศ.2448

เปลี่ยนระบบการเกณฑ์แรงงานมาเป็นเกณฑ์ชายฉกรรจ์อายุครบเกณฑ์เข้ารับราชการทหาร

2 ปีแทน ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้  ในปีเดียวกันนั้นก็ทรงออกพระ

ราชบัญญัติทาส ปลดปล่อยทาสทั้งหมดอย่างสมบูรณ์หลังจากที่ทรงค่อย ๆ เริ่มมาตั้งแต่

พ.ศ.2417 [ดูสุวิทย์ ไพทยวัฒน์, วิวัฒนาการเศรษฐกิจชนบทภาคกลางของประเทศไทย

พ.ศ.2394-2475, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2521]

                ผู้ปกครองของไทยในสมัยศักดินามีความยืดหยุ่น  ในปีที่ชาวบ้านไม่สามารถทำการ

ผลิตได้เต็มที่อันเนื่องจากฝนแล้งหรือน้ำท่วมก็ดี จะมีการประกาศยกเลิกการเสียภาษี หรือ

การเกณฑ์ส่วย เกณฑ์แรงงานจนกว่าบ้านเมืองจะกลับเข้าสู่ความอุดมสมบูรณ์  และผู้

ปกครองก็ต้องตั้งอยู่ในธรรมที่เรียกว่า "ทศพิศราชธรรม" [จารุวรรณ ธรรมวัฒน์, ขนบ

การต่อสู้ภัยแล้งในภาคอีสาน, เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง ปัญหาภัยแล้งอีสาน,

วิทยาลัยครูนครราชสีมา, กันยายน 2530]  และแม้ระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต

ระหว่างรัฐกับชาวบ้านในสมัยนั้น ชาวบ้านจะมีปัญหาในเรื่องของการเกณฑ์แรงงานและการ

ส่งส่วยเสียภาษีดังที่กล่าวมาแล้ว  รัฐไทยสมัยนั้นยังมีลักษณะพิเศษคือ ไม่ได้เข้าไปเกี่ยว

ข้องจัดการกับระบบภายในของชุมชนมากนัก    ทำให้ชุมชนในชนบทไทยสามารถดำเนินวิถี

ชีวิต หรือรักษาวัฒนธรรมแบบชุมชนเดิมของตัวเองมาได้มาก ไม่แตกสลายไปอย่างใน

ประเทศอื่น ๆ [ดูฉัตรทิพย์ นาถสุภา, เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์

2527]

                ชุมชนชนบทบางแห่งอาจหลงหูหลงตารอดพ้นจากอำนาจการปกครองของรัฐไปเพราะ

ความที่อยู่ห่างไกล หรือตั้งชุมชนลึกเข้าไปในป่าในเขา  ยากลำบากแก่การติดตามดูแล

นอกจากนั้นอำนาจการจัดการของรัฐในสมัยยังอาจมีประสิทธิภาพต่ำ เพราะเงื่อนไขของ

การคมนาคมและการสื่อสารที่ยังลำบาก  เพราะแม้กระทั่งปัจจุบันที่ระบบการคมนาคมและ

ระบบการสื่อสารจะก้าวมาถึงขั้นมีโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวติดต่อกับใครก็ได้ทั้งโลกแล้ว

ยังไม่สามารถควบคุมบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ได้ เช่น

ในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปี ป่าไม้ถูกทำลายไปหลายสิบล้านไร่ หลังจากนั้นมีชาวบ้านอพยพ

เข้าไปตั้งถิ่นฐานในที่ที่ตามแผนที่เป็น"ป่าสงวน"แต่ในความเป็นจริงเป็นที่ไร่ที่นา

หมดแล้วถึง 30 ล้านไร่

                ในสมัยก่อนที่ขุนนางบางคน เช่น ระดับมหาอุปราช ครองศักดินาเป็นแสนไร่

ชั้นต่ำลงมาก็ครองกันคนละหลายหมื่นไร่  ก็คงหมายถึงการให้ฐานันดรศักดิ์เพื่อบอกฐานะ

และเป็นการกำหนดว่าจำนวนที่นาที่ตำแหน่งนั้น ๆ จะครองได้สูงสุดจะมีจำนวนเท่าใด

เพราะในทางปฏิบัติไม่น่าเป็นไปได้ที่จะดูแลได้ทั่วถึง  นอกจากนั้น กำลังพลที่เป็นกลไกที่ใช้

ในการควบคุมดูแลก็มีน้อย  ประชากรซึ่งจะมาเป็นแรงงานในการผลิตให้ก็มีน้อยเมื่อเทียบ

กับที่นาถือครองรวมกัน จึงทำให้ต้องมีการกวาดต้อนเชลยเข้ามาแก้ไขปัญหาแรงงานขาด

แคลนเมื่อชนะสงครามแต่ละครั้ง    และยังจะต้องไปรบในสงครามป้องกันและขยาย

อาณาจักรกันอยู่ตลอดเวลาอีก  เทคโนโลยีทางการผลิตก็น่าจะต่ำกว่าที่จะทำนาทั้งหมดนั้น

ให้ทันฤดูกาลได้  จนกระทั่งถึงสมัยเปิดประเทศให้มีการค้าเสรีในปี 2398 เรายัง

มีประชากรเพียง 5 ล้านกว่าคน

                ในบางช่วงบางเวลา ปรากฏว่ามีการแข็งขืนก่อการขบถขึ้น เช่น

ขบถเงี้ยวเมืองแพร่ ในภาคเหนือ พ.ศ.2446 และขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญในภาคอีสาน

ในปีเดียวกัน  ซึ่งในที่สุดก็ถูกปราบปรามหมด

                บางส่วนไม่ได้ขบถแต่หนีเข้าไปตั้งชุมชนอยู่ในป่าในเขา เช่น ชุมชนคีรีวง ในเขต

อำเภอลานสะกา จังหวัดนครศรีธรรมราช  ที่เกิดจากการหนีเกณฑ์ไปรบที่ไทรบุรี

[ดูพรพิไล เลิศวิชา, เพิ่งอ้าง]

                การต่อต้านที่ได้ระเบิดขึ้นเป็นบางครั้งในประวัติศาสตร์นั้น จะมีการเรียกร้องสังคม

ในอุดมคติที่เขาต้องการ  ซึ่งก็คือสังคมแบบชุมชนหมู่บ้าน ที่รัฐไม่เข้ามาแทรกแซง

[ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, บ้านกับเมือง, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2529 หน้า 71]

                ขบถในยุคนั้นแตกต่างกับขบถในยุคหลังที่เรียกว่าพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย ที่

ก่อตัวขึ้นตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และดำรงอยู่มานาน จนกระทั่ง

ค่อย ๆ สลายตัวไปในระยะ 10 ปีมานี้ ก็มีลักษณะของอุดมการณ์ที่ต่างกัน กล่าวคือ เป็น

อุดมการณ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ไม่ใช่อุดมการณ์แบบชุมชนหมู่บ้าน  ซึ่งก็เช่นเดียวกับ

อุดมการณ์ในการพัฒนาประเทศในสมัยต่อมาที่นำประเทศไปสู่ความทันสมัย  ก็มิได้ใช้ลักษณะ

สังคมในอุดมคติแบบที่มีอยู่ในระบบความเชื่อและระบบความสัมพันธ์แบบชุมชนหมู่บ้านที่กล่าว

มาในบทก่อนเป็นตัวตั้ง แต่เป็นการเอาสังคมตะวันตกเป็นตัวแบบ

 

                ชุมชนชนบทไทยจึงมีพัฒนาการของตนเองที่ค่อนข้างอิสระ รักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนมาจนเข้าสู่ยุคสินค้าได้

 

                จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของชุมชนชนบทไทยเข้าสู่สังคมสมัยใหม่

เกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ไทยเปิดประเทศให้มีการค้าเสรี เมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง  คือในปี

2398  ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4  อังกฤษส่งเซอร์จอห์น เบาริง มาบังคับให้ไทยต้องยก

เลิกพระคลังสินค้าที่เป็นหน่วยค้าขายระหว่างประเทศของรัฐ โดยไทยต้องยอมทำสัญญา

ยินยอมให้พ่อค้าเข้ามาซื้อผลผลิตต่าง ๆ ได้โดยเสรี และนำสินค้าอื่น ๆ เข้ามาขายได้โดย

เสรี  ยกเว้นสินค้าบางอย่างตามที่ตกลงกันและเขียนไว้ในท้ายสัญญา เช่นอาวุธต้องขายให้

เฉพาะรัฐบาล ฝิ่นต้องขายให้เฉพาะเจ้าภาษี

                การเปิดประตูประเทศ  ประกอบกับการปลดปล่อยไพร่และทาสเป็นอิสระในเวลาต่อ

มา  ทำให้ชาวบ้านในภาคกลางระดมปลูกข้าวเพื่อขายให้กับพ่อค้าต่างชาติ โดยใช้วิธีบุก

เบิกพื้นที่ออกไป  จนขายข้าวออกไปนอกประเทศได้บางปีเป็นแสนเกวียน และเป็นเหตุให้

ข้าวเป็นสินค้าออกสำคัญของไทยนับแต่นั้นมา รัฐเองก็พลอยมีรายได้ดีจากการเก็บภาษีข้าว

มาใช้ในการบริหารประเทศ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่นการขุด

คลองในบริเวณที่ราบภาคกลาง

                การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของหมู่บ้านภาคกลางในระยะแรกนั้นไม่กระทบ

กระเทือนระบบความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของชาวบ้านมากนัก  ยังคงถือความเป็นญาติ

และรวมกันอยู่หลายครอบครัวในหมู่บ้านเดียวกัน    แต่เริ่มเกิดปัญหาในระบบความสัมพันธ์

ระหว่างชาวบ้านในชุมชนขึ้น คือ เกิด "ชาวนารวย" ซึ่งก็คือครอบครัวของคนที่มีที่ดินมาก

ในหมู่บ้าน โดยที่มีที่นาหลายร้อยไร่  จากที่แต่ก่อนมีเพียงครอบครัวละ 10 ถึง 15 ไร่ก็พอ

กิน มีการจ้างแรงงานคนอื่น ๆ เพราะลำพังแรงงานครอบครัวทำไม่ทัน

เกิด "ระบบความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้าง" ขึ้นแทนการลงแขก  ขณะเดียวกันก็

เกิดชาวนาเช่า เพราะไม่มีที่ดินของตนเอง   เกิด "เจ้าที่ดิน" ที่สืบเชื้อสายมาจาก

การถือครองที่นาในระบบศักดินาเก่า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และดูแลเองไม่ได้ ต้อง

ตั้งคนในท้องถิ่นขึ้นเป็น "นายกองนา" ช่วยดูแลผลประโยชน์ให้ โดยแบ่งผลประโยชน์กัน

"นักเลงโต" ซึ่งเคยมีภาพพจน์ดีในสายตาชาวบ้านในฐานะเป็นผู้ทำหน้าที่คอยปกป้องคุ้ม

ครองหมู่บ้านจากการรุกรานของหมู่บ้านอื่น เริ่มประพฤติตัวเกะกะระราน กลายเป็นสาย

โจรจากภายนอก หรือเป็นโจรลักวัวลักความเสียเอง  ความหมายของคำว่า นักเลงโต

จึงเปลี่ยนเป็นมีความหมายในทางลบตั้งแต่นั้นมา [ดูสุวิทย์ ไพทยวัฒน์, เพิ่งอ้าง]

                ในวัฒนธรรมด้านความสัมพันธ์ของคนในชนบท หลังจากเข้าสู่ระบบวัฒนธรรมการผลิต

ใหม่แบบที่ทำให้มีผลผลิตส่วนเกินขึ้นมาเพื่อขายนี้ ได้เพิ่มชนิดของคนที่เข้ามาสัมพันธ์ด้วย

เข้าไปอีกพวกหนึ่ง ได้แก่พ่อค้าคนกลาง ซึ่งทำเรื่องการซื้อขายข้าวเปลือกเป็นหลัก

ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีน  และเจ้าของโรงสี ที่แรก ๆ ก็เป็นชาวยุโรป ต่อมาเป็นคนจีน ทั้ง

พ่อค้าคนกลางและเจ้าของโรงสี มีบทบาทสำคัญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  มีคนไทยที่เข้ามา

ทำการค้าบ้างเหมือนกัน โดยเป็นพวกขุนนาง หรือเจ้าที่ดินที่มีทุน แต่ก็ไม่มากเท่าคน

จีน [อ้างแล้ว]

                อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ "ยุคทันสมัย" (ก่อนเริ่มแผนพัฒนา

ประเทศฉบับแรก)  แม้พ่อค้าชาวจีนเหล่านี้จะเข้าไปสัมพันธ์กับหมู่บ้านถี่และลึกกว่าชนชั้นข้า

ราชการเดิม  แต่หากพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าพวกนี้ก็ยังใช้วิธีเข้าไปเก็บค่า

ส่วนเกินจากหมู่บ้านเป็นคราว ๆ แล้วออกมาเช่นเดียวกับในสมัยศักดินา คือเข้าไป

ซื้อข้าวออกมาขาย  เอาสินค้าจากโลกภายนอกไปขายให้หมู่บ้าน และ

เรียกเก็บดอกเบี้ยจากชาวบ้านในอัตราสูง  แต่ไม่ได้เข้าไปทำการจัดการให้เป็น

ระบบการผลิตแบบทุนนิยม  คงปล่อยให้หมู่บ้านจัดการผลิตแบบของตนไป[ดูฉัตรทิพย์

นาถสุภา, เพิ่งอ้าง, หน้า 69]  ระบบการผลิตของชุมชนหมู่บ้านจึงเข้าสู่ระบบสินค้า

ด้วยการคลี่คลายภายในระบบของตนเองมาอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเข้าสู่ทศวรรษแห่งการ

เริ่มพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

                การที่คนจีนมีบทบาททางการค้ามากในประเทศไทยนั้น อาจเป็นเพราะคนจีนที่เข้ามา

เมืองไทยในยุคนั้น และในยุคต่อมา ไม่มีที่ดินทำกิน และไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพ

มากนัก  สิ่งที่จะทำได้ก็คืองานประเภทบริการ  การเป็นพ่อค้าคนกลางก็เป็นงานบริการ

แบบหนึ่ง  ส่วนการที่คนไทยไม่ทำอาชีพนี้ในขณะนั้น นอกจากจะเพราะไม่ถนัดแล้ว ปัจจัย

ทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมสัมพันธ์กันฉันท์ญาติมิตร ทำให้ไม่กล้าที่จะเอากำไรกัน   ต่อมาเมื่อ

ชนบทภาคอื่นเริ่มเข้าสู่ระบบการผลิตแบบสินค้า  คนจีนได้สะสมความรู้ความเข้าใจ

ในวัฒนธรรมท้องถิ่น และความชำนาญเรื่องการค้าผลผลิตจากภาคกลางมาระยะหนึ่งแล้วก็

ขยายตัวไปตั้งโรงสีและไปซื้อขายผลผลิตชาวบ้านในภาคอื่น ๆ ด้วย  จนกระทั่งจุดค้าขาย

ต่าง ๆ ซึ่งก็คือที่ตั้งของตัวอำเภอและจังหวัดต่าง ๆ เกือบทั้งประเทศในเวลานี้ เป็นชุมชน

ของคนเชื้อสายจีน  ศาลเจ้าแบบจีน และวัฒนธรรมแบบจีนอื่น ๆ จึงเป็นวัฒนธรรมเด่นของ

เมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย

                ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นชาวไทยเองนั้น ปรากฏให้เห็นในภาคกลางในรูปของการค้า

เล็ก ๆ น้อย ๆ โดยใช้การล่องเรือตามลำน้ำต่าง ๆ เช่นคลองแสนแสบ คลองดำเนิน

สะดวก แม่น้ำนครชัยศรี  แต่ก็เป็นการล่องในช่วงสั้น ๆ  การล่องค้าขายยาว ๆ ถึงขั้นนำ

ข้าวมาส่งออกนั้นเป็นเรื่องของคนจีน [ดูฉัตรทิพย์ นาถสุภา, อ้างแล้ว]

                ทางภาคอีสาน ตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปรากฏมี "พ่อค้าวัวต่าง" ต้อนวัวควาย

จากทางภาคอีสานเข้ามาขายทางภาคกลาง  ผู้คุมขบวนเรียกว่า "นายฮ้อย" ปัจจุบันยังมี

นายฮ้อยที่มีชีวิตอยู่อีกจำนวนมากที่ยังสามารถเล่าความทรงจำในอดีต ถึงวิธีการค้าและเส้น

ทางที่ใช้ได้  บางหมู่บ้าน เช่น บ้านหนองเขื่อนช้าง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ยัง

เป็นที่รู้จักกันของชาวบ้านอีสานว่าเป็นหมู่บ้านนายฮ้อย  และอาจเพราะประสบการณ์การค้า

ในอดีตนี้ก็ได้ที่ทำให้หนองเขื่อนช้างในปัจจุบันเป็นหมู่บ้านอีสานที่ชาวบ้านทำธุรกิจเป็น มีการ

จัดระบบการจัดการภายในในการนำสินค้าประเภทสิ่งทอที่ตัดเย็บสำเร็จรูปแล้วออกสู่ตลาด

ทำรายได้เข้าหมู่บ้านปีหนึ่งนับล้านบาท

                ส่วนการค้าย่อยของภาคอีสานนั้น มีพ่อค้าเร่ เช่น พวกกุลา ที่สร้างตำนานทุ่ง

กุลาร้องไห้ เพราะเดินไปเดินมาจนหลงและหาหนองน้ำแก้กระหายไม่พบ  ชาวเวียดนาม

ซึ่งเข้ามาค้าขายในอีสานเช่นเดียวกับพวกกุลา  สินค้าที่ขายก็มีเช่น สีย้อมผ้า  เข็มเย็บผ้า

มีบางคนสันนิษฐานว่าพวกกุลากับชาวเวียดนามเป็นพวกเดียวกัน แต่ก็มีชาวบ้านที่มีอายุมาก

หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในทุ่งกุลามาตั้งแต่เกิดบอกว่าสมัยที่ท่านยังหนุ่ม  รับราชการเป็นครูอยู่ที่

จังหวัดสุวรรณภูมิ(ปัจจุบันลดฐานะลงเป็นอำเภอ) เคยคบหากับพ่อค้าเร่คนหนึ่ง และเคย

อ่านดูในบัตรประจำตัวของพ่อค้าคนนั้นระบุว่าเป็นชาว"ต่องสู้" และพวกนี้ก็มาเร่ร่อนค้าขาย

อยู่มากในบริเวณทุ่งกุลาสมัยนั้น ท่านจึงไม่แน่ใจว่าพวกที่สร้างตำนานทุ่งกุลาร้องไห้นี้จะเป็น

พวกต่องสู้นี้หรือเปล่า  อย่างไรก็ตามมีคนหนึ่งมามีครอบครัวอยู่กินในหมู่บ้านท่าน สืบลูก

หลานมาจนถึงปัจจุบัน [สัมภาษณ์พ่อใหญ่สิงห์ ปทุมชนกกูล อายุ 85 ปี บ้านดอนแคน ตำบล

ทุ่งกุลา อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 2527]

 

                ชนบทภาคเหนือและภาคใต้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสินค้าต่อจากภาคกลาง  ส่วนอันดับ

หลังสุดคือภาคอีสาน  มีการคำนวณกันว่าระบบเศรษฐกิจสินค้าของภาคเหนือเริ่มหลังภาค

กลาง 20 ปี ขณะที่ภาคอีสานนั้นเริ่มช้ากว่าถึง 50 ปี [ดูฉัตรทิพย์ นาถสุภา, เพิ่งอ้าง]

ด้วยเหตุนี้ ภาคอีสานจึงยังคงลักษณะวัฒนธรรมในทุกด้านของตัวเองไว้ได้มากที่สุด  เมื่อ

เทียบกับภาคอื่น  รวมทั้งระบบการผลิตของชุมชนชนบทในภาคนี้ในปัจจุบันโดยทั่วไปก็ยังไม่

ได้เป็นระบบการผลิตเพื่อขายเต็มตัว แต่เป็นแบบ "กึ่งยังชีพ-กึ่งขาย" คือ ยังคงระบบปลูก

เองกินเอง ทำเองใช้เองไว้ส่วนหนึ่ง ดังที่เราสามารถเห็นชาวบ้านชนบทอีสานอีกนับแสน

ครอบครัวยังคงปลูกข้าวเหนียวไว้กิน และทอผ้าใช้เองไปพร้อม ๆ กับการขยายเนื้อที่การ

เพาะปลูกมากขึ้น โดยอาจปลูกข้าวเจ้าที่เขาไม่กิน  หรือพืชเศรษฐกิจอื่นโดยเฉพาะปอซึ่งมี

บทบาทมากในสมัยแรก ๆ และมันสำปะหลังที่ระบาดไปทั่วในภายหลัง  การผลิต

ส่วนเกินจากที่ตัวเองจะกินเองใช้เองนี้ก็เพื่อขายเป็นตัวเงิน แล้วนำเงินไปซื้อสินค้าจำเป็น

และบริการต่าง ๆ

 

                แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแผนพัฒนาเศรษจกิจและสังคมแห่ง

ชาติ) ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2504 ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ คือ ปัจจัยสำคัญที่สุด ที่

ผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางการผลิต และวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ ทุกด้าน

ของชาวบ้านชนบทไทยทั้งประเทศ เคลื่อนเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยใหม่อย่างจริงจัง และใน

อัตราที่รวดเร็ว  หากปล่อยให้ระบบการผลิตของชาวบ้านชนบทพัฒนาเข้าสู่ระบบการผลิต

สินค้าเอง(ซึ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว)  การเปลี่ยนแปลงจะไม่เป็นดังเช่นที่กำลังเป็นอยู่  และ

โฉมหน้าเศรษฐกิจและสังคมไทยไม่ว่าเมืองและชนบทในปัจจุบันนี้ก็คงจะไม่เป็นอย่างทุกวันนี้

                มีรายงานของธนาคารโลกฉบับหนึ่งระบุว่า เศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเองของไทยยังคง

อยู่ในเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศจนถึงเมื่อตอนเริ่มต้นแผนพัฒนา[ฉัตรทิพย์ นาถสุภา,

รายงานการสัมมนาเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนา, โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2529 หน้า 266-267]  ซึ่งก็หมายความว่าระบบการอยู่

ร่วมสัมพันธ์กัน  และระบบความเชื่อแบบชุมชนก็ยังคงอยู่ในอัตราส่วนที่สูงจนถึงตอนเริ่มแผน

นี้ด้วย

                แผนพัฒนาดังกล่าวเป็นผลผลิตของทฤษฎีการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย(Modernization

Theory) ซึ่งคิดขึ้นในโลกตะวันตก และแพร่ไปทั่วโลกโดยการส่งเสริม

ขององค์การสหประชาติ ดังจะเห็นได้ว่า ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ประเทศไทยเริ่มมี

แผนพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ภายใต้คำขวัญ "น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ"

นั้น  ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ก็เกิดแผนพัฒนาประเทศแบบนี้ขึ้นมาด้วยในขอบเขตทั่วโลก

 

                ทฤษฎีการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย แยกประเทศในโลกนี้ออกเป็น 2 ประเภท คือ

ประเทศพัฒนาแล้ว กับประเทศด้อยพัฒนา (หรือเรียกให้เพราะขึ้นว่า "กำลังพัฒนา")

การพัฒนามีความหมายเท่ากับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเจริญเติบโตเช่น

ว่านี้วัดกันที่ความก้าวหน้าทางด้านวัตถุเป็นสำคัญ มีการกำหนดดัชนีต่าง ๆ เกี่ยวกับความ

เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  โดยมีความเชื่อว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ชาติโดยรวมนั้นจะส่งผลถึงความอยู่ดีกินดีของชาวบ้านชนบทด้วย(Trickle-down

Effect) แต่ผลก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

                ตัวแบบสำหรับการพัฒนาของ "ประเทศด้อยพัฒนา" ตามแนวความคิดนี้ก็คือ

"ประเทศพัฒนาแล้ว" ซึ่งก็คือสังคมตะวันตกนั่นเอง  จุดเริ่มต้นของการพัฒนาจึงอยู่ที่การ

เพิ่มพูนผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรม การสร้างชุมชนเมือง การเพิ่ม

บทบาทของระบบราชการในกระบวนการวางแผน  สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขทางเทคนิค

ที่จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ รายได้ต่อหัว และความมั่งคั่งของประชากร

ในที่สุด

                แนวความคิดนี้เชื่อว่าสังคมมีความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "ภาวะดั้งเดิม" กับ

"ภาวะทันสมัย" ซึ่งแทรกอยู่ในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

และชีวิตส่วนตัวของคน  วิธีการลดความแตกต่างระหว่างสองภาวะนี้คือ การสร้าง

ความทันสมัย(Modernization)

                ในด้านความทันสมัยทางวัฒนธรรม ใช้การคิดแบบ"สมเหตุสมผล"(หรือคิดอย่างเป็น

วิทยาศาสตร์)มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคุณค่าต่าง ๆ  ส่วนในด้านบุคลิกภาพของ

สมาชิกในสังคมก็ยึดถือเอาลักษณะ "บุคคลที่ทันสมัย" (modern man) ที่มีความเพียบพร้อม

ทางด้านคุณค่าและการเรียนรู้ที่จำเป็นต่อการเข้ามีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพใน "สังคมทัน-

สมัย" (modern society)  ผลของการพัฒนาตามแนวความคิดนี้ก็คือ ประเทศด้อยพัฒนา

ทั้งหลายรวมทั้งไทยต้องให้ความร่วมมือกับระบบเศรษกิจโลก(เช่น ตลาดโลกต้องการอะไร

ก็ปลูกให้)เพื่อประเทศชาติจะได้เป็นประเทศทันสมับ [ดูสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์, นโยบาย

การพัฒนาประเทศ ในจุลสารไทยคดีศึกษา ตุลาคม 2527 หน้า 37-109]

                ความจริงก่อนหน้าที่จะมีการวางแผนพัฒนาประเทศที่เรียกว่า "แผนพัฒนาเศรษฐกิจ

แห่งชาติ ฉบับที่ 1" (พ.ศ.2504) นั้น ได้มีแผนในทำนองนี้มาก่อนบ้างแล้ว เช่น

แผนบูรณชนบท 2485 และ 2494  โครงการพัฒนาท้องถิ่น 2499  แต่แผนและโครงการ

ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้มีความต่อเนื่องและส่งผลจริงจังเท่าแผนพัฒนาที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี

2504 ที่มีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาจนกลายเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ฉบับที่ 6 (2529-2533) ในปัจจุบัน

 

                ในปี 2505 หลังจากเริ่มแผนพัฒนาฉบับแรก 1 ปี รัฐบาลได้ตั้งกรมการพัฒนาชุมชน

ขึ้น ในปีต่อมาก็เกิดสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท(รพช.) ทั้งสองหน่วยงานสังกัดกระทรวง

มหาดไทย  ความจริงการตั้ง รพช.ในตอนนั้นมีเป้าหมายทางการเมือง เพื่อต่อสู้กับ

คอมมูนิสต์เป็นสำคัญ โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณถึง 70 %

และ 90 % ของค่าใช้จ่ายของ รพช.สมัยนั้นใช้สร้างถนนยุทธศาสตร์ทางทหาร[ดูแอนดรู

เทอร์ตัน, สถานการณ์ปัจจุบันในชนบทไทย ในเศรษฐกิจไทย โครงสร้างกับการเปลี่ยน

แปลง, ฝ่ายวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ 2521 หน้า 56]

                จนถึงปี 2517 ชาวนาในภาคกลางและภาคเหนือซึ่งมีปัญหาเรื่องค่าเช่าที่นามากได้

เคลื่อนไหว จนรัฐบาล มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชในสมัยนั้นได้ออก พรบ.ค่าเช่านา  พร้อม

กันนั้นปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรก็มีมากจึงมีการออก พรบ.ปฏิรูปที่ดิน และจัดตั้งสำนัก

งานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมขึ้นในปีต่อมา

                การพัฒนาในแนวเช่นนี้ ดำเนินมาจนกระทั่งขึ้นแผนพัฒนาฯฉบับที่ 5 รัฐบาลได้ยอมรับ

ว่า 4 แผนที่ผ่านมาแม้ได้สร้างความเจริญทางด้านวัตถุขึ้นโดยทั่วไป  ภาคเมืองเติบโตขึ้น

แต่ในชนบทเกิดได้เกิดสิ่งที่แผนพัฒนาฉบับที่ 5 เรียกว่า "ชนบทยากจน" ขึ้น คือ "การขาด

แคลนอาหารการกิน การมีโรคภัยไข้เจ็บ มีสุขภาพอนามัยเสื่อมโทรม ด้อยความรู้ความ

สามารถและการศึกษา...สภาพที่กล่าวมานี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการพัฒนา

ประเทศในอดีตที่ผ่านมาก่อนแผนพัฒนาฉบับที่ 5"[ศูนย์ประสานงานการพัฒนาชนบทแห่งชาติ

(กชช.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนพัฒนาชนบทในช่วงแผนพัฒนาฉบับ

ที่ 6 (2530-2534) หน้า 4]

                การยอมรับถึงสภาพ"ความยากจน"ที่เกิดขึ้นในชนบทนับแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 5  ทำ

ให้เราเห็น(โดยใช้ภาพชีวิตของชุมชนชนบทที่พรรณามาตอนต้นประกอบ)ว่า ชุมชนชนบทไทย

ได้รับการพัฒนาจาก "ความยากจนเทียม" สู่ "ความยากจนจริง"  กล่าวคือ ชีวิตที่

เรียบ ๆ ง่าย ๆ พออยู่พอกิน มีความสัมพันธ์กันดีในชุมชน และมีความสุขตามประสาชาว

บ้าน แต่ "ไม่ทันสมัย" และ "ยากจน" ในสายตาของนักวางแผนในสมัยนั้นที่ใช้เกณฑ์สังคม

เมืองไปวัด  ได้ถูกพัฒนาจนเข้าสู่สภาพที่ยากจนจริง ๆ คือ ไม่พออยู่พอกิน และเจ็บไข้

ได้ป่วย และไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร

                ผลของการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯฉบับที่ 5 รัฐบาลรายงานว่า สามารถสร้าง

สถานีอนามัยครบทุกตำบล สามารถสร้างโรงพยาบาลอำเภอครบทุกแห่งตามเป้าหมาย ใน

ด้านการทำมาหากิน ประชาชนในเขตชนบทยากจนได้รับการพัฒนาทางด้านการเกษตรแผน

ใหม่กว่า 6 หมื่นครัวเรือน  ทางด้านการศึกษานั้นสามารถลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือในเขต

ชนบทได้ถึง 300,000 คน [อ้างแล้ว]

 

แผนพัฒนาฯฉบับที่ 6 ระบุว่าจะยึดปัญหาในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก จะกระจายอำนาจใน

การวางแผนลงสู่ระดับจังหวัด อำเภอ พร้อมกับจะเสริมบทบาทสภาตำบลขึ้นมาอีก พร้อมทั้ง

สนับสนุนบทบาทขององค์กรประชาชนในการตัดสินใจแก้ปัญหาของชุมชนอันจะนำไปสู่การ

ช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น  ขณะเดียวกันในเขตพื้นที่"ชนบทก้าวหน้า"ก็จะส่งเสริมบริษัท

เอกชนเข้าไปทำธุรกิจการเกษตรกับชาวบ้าน

 

                ผลการการดำเนินตามแผนพัฒนาประเทศในระยะเกือบ 30 ปีมานี้ ก่อให้เกิดการ

เปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทั้งเมืองและชนบทอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง อย่างที่ไม่เคย

เกิดขึ้นมาก่อนเลยไม่ว่าในยุคใดสมัยใด

 

                พืชเศรษฐกิจที่นำเข้ามาปลูกนั้นส่วนใหญ่เป็นพืชที่ผู้ปลูกไม่ได้กิน เช่นมันสำปะหลัง

ข้าวโพด ก็เป็นพันธุ์สำหรับขายไปทำอาหารสัตว์  แม้แต่ข้าว ชาวนาภาคกลางที่ปลูกข้าว

เจ้าเพื่อขายก็มักไม่ได้กินข้าวที่ตัวเองปลูกเพราะเป็นพันธุ์สำหรับขาย โดยเฉพาะขายส่ง

ออกไปต่างประเทศ ได้เงินแล้วก็นำเงินไปซื้อข้าวที่คุณภาพต่ำกว่ามากิน  คำว่าคุณภาพต่ำ

กว่านี้มิได้หมายความในแง่คุณค่าทางโภชนาการ แต่หมายถึงคุณภาพในความหมายทางธุรกิจ

เช่นความขาวของเม็ดข้าวเมื่อสีแล้ว หรือความแหลกละเอียดซึ่งวัดกันเป็นเปอร์เซนต์

ข้าว 5 เปอร์เซนต์ (ใน 100 เม็ด เมื่อสีแล้วมีการแตกหัก 5 เม็ด) ราคาสูงกว่าข้าว

10 เปอร์เซนต์  ทั้งที่ในแง่คุณค่าอาหารเท่ากัน  การปรับตัวหันมารณรงค์สร้างค่านิยมกิน

ข้าวหัก ๆ ราคาถูกของชาวนาภาคกลางกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมการ

บริโภคที่เกิดจากการวิเคราะห์ของชาวบ้านเอง

                การผลิตเพื่อขาย เพื่อให้ได้เงินมาก ต้องมีการขยายพื้นที่ออกไปมาก โดยนอกจากทำ

บนที่ของตนแล้วยังเช่าคนอื่นอีก  ทำให้ลำพังแรงงานครอบครัวไม่สามารถทำได้ทัน ต้อง

จ้างแรงงาน และลงทุนซื้อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา เช่นรถไถ เครื่องสูบน้ำ และเครื่อง

จักรต่าง ๆ  การปลูกพืชเพียงชนิดเดียวในพื้นที่กว้างขวางเป็นร้อยเป็นพันไร่  ทำให้แมลง

มีแหล่งอาหารและสามารถขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว  จำเป็นต้องลงทุนซื้อสารเคมีเข้ามา

ปราบแมลง  และศัตรูพืชอื่น ๆ ยิ่งพืชที่ปลูกนั้นมักไม่ใช่พันธุ์พื้นเมืองที่ผ่านกระบวนการปรับ

ตัวเองมาในสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นมานานพอ ยิ่งต้องลงทุนในการดูแลรักษามากเป็น

พิเศษ  และเพื่อให้พืชที่ปลูกนั้นเติบโตเร็วและให้ผลผลิตมาก  จึงต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเร่งปุ๋ย

บำรุง ซึ่งก็ต้องเป็นปุ๋ยเคมีอีก เพราะไม่อาจหาปุ๋ยอินทรีย์มาใส่ได้แม้บางคนจะต้องการใส่

เนื่องจากวัวควายที่เคยมี ไม่มีคนเลี้ยง จึงได้ขายเป็นเงินมาลงทุนหมดแล้ว  หรือหากยัง

มีสัตว์เลี้ยงอยู่ก็ไม่อาจผลิตปุ๋ยคอกได้พอเพียงกับพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างใหญ่  ปุ๋ยเคมีจึงเป็น

ทางเลือกเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดเพราะราคาถูกกว่า หาง่ายกว่า และสดวกในการใช้กว่า

ระบบการเพื่อขายนี้ได้แพร่กระจายและมีบทบาทสำคัญอยู่ในวัฒนธรรมทางการผลิตของชาว

บ้านทั่วไปในทุกภาคแล้วในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปของแต่ละพื้นที่

                ในขณะที่ระบบการผลิตของชาวบ้านชนบททั้ง 3 แบบ คือ แบบยังชีพ แบบกึ่งยังชีพ

และแบบเพื่อขาย(โดยชาวบ้านจัดการเอง)ดำเนินไปนั้น  อุตสาหกรรมการเกษตรของนัก

ลงทุนสมัยใหม่จากในเมืองก็ได้เข้าสู่ชนบทในเขตที่มีการผลิตเพื่อขายเข้มข้น โดยเฉพาะใน

ชนบทภาคกลางและภาคตะวันออก  เรียกว่า "การเกษตรครบวงจร"  หลักการของระบบ

นี้ก็คือ บริษัทธุรกิจเอกชนเข้าไปจัดการในระบบการผลิต ตั้งแต่การช่วยติดต่อแหล่งเงินทุน

ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ วิธีการผลิต ไปจนกระทั่งการตลาดของผลิตผลที่ได้ทั้งหมด ทุกขั้นตอน

เช่น ระบบการทำนาครบวงจร ในพื้นที่จังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันตก ที่ดำเนินการโดยบริษัท

ธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่บริษัทหนึ่ง โดยประสานกับธนาคารของรัฐในด้านเงินทุนให้ชาว

บ้านกู้ยืม   ระบบการทำนากุ้งในภาคใต้ ที่ดำเนินการโดยบริษัทธุรกิจด้านการเพาะ

เลี้ยงสัตว์น้ำบริษัทหนึ่งก็มีลักษณะแบบเดียวกัน  บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจาก

รัฐบาลตามที่ได้ระบุไว้ตั้งแต่แผนพัฒนาฯด้วย

 

                การแพร่เข้าไปของระบบอุตสาหกรรมเกษตรและระบบการจัดการธุรกิจสมัย

ใหม่ในชนบท ได้ส่งผลทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระบบ

การผลิตแบบเพื่อขายแต่ไม่ได้เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่เหล่านั้นยกระดับวิธีการผลิตและวิธีการ

ขายขึ้น เช่นการควบคุมคุณภาพผลผลิตจากไร่จากสวนของตนเพื่อส่งออก  การนำเครื่อง

จักรจากเล็กแล้วค่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเพื่อแปรรูปผลผลิตก่อนนำออกขาย  พร้อม ๆ ไปกับการยก

ระดับทักษะด้านการจัดการขึ้น  บางแห่งอาจผ่านทางระบบสหกรณ์ เช่นกรณีโรงสี

ข้าวสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสระบุรี ที่มีมูลค่าข้าวหมุนเวียนปีหนึ่งหลายสิบล้านบาท  และ

โรงสีข้าวของกลุ่มเกษตรกร (ระดับตำบลขึ้นไป) และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต(ระดับหมู่

บ้าน)ที่กำลังผุดขึ้นในพื้นที่ชนบทต่าง ๆ หรือไม่ก็รวมตัวกันจดทะเบียนเป็นบริษัทเลย เช่น

กรณีบริษัทฟาร์มกุ้งดำของนายดำ น้ำหยด  นอกจากนั้นก็ทำแบบอิสระของตนเอง


แผนภูมิแสดงพัฒนาการของระบบการผลิต 4 แบบในระดับชุมชนในชนบทไทย

 

 

   ระบบการ                 ระบบการ                ระบบการ                 ระบบการ

   ผลิตแบบ     à       ผลิตแบบ   à         ผลิตแบบ    à       ผลิตแบบ

   ยังชีพ                        กึ่งยังชีพ                   เพื่อขาย                   อุตสาหกรรม

 

                แผนภูมิข้างต้นเป็นจริงเฉพาะเมื่อพิจารณาระบบการผลิตเป็นชุมชน ๆ หรือเป็นพื้นที่ ๆ

หากมองขึ้นมาเป็นภาพรวมระดับประเทศ  แผนภูมินี้ก็จะไม่จริง เพราะสังคมชนบทไทยเข้า

สู่ระบบต่าง ๆ ไม่พร้อมกันทุกชุมชนและทุกพื้นที่  ขณะเดียวกันชาวเมืองที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร

มาก่อน ก็เข้าไปลงทุนทางการเกษตรในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก แผนภูมิต่อไปจึงแสดง

ความเป็นจริงของสภาพการณ์ระบบการผลิตของชาวบ้านชนบทไทยทั้งประเทศได้มากกว่า

แต่ การหาข้อมูลว่า สัดส่วนของ ระบบการผลิตแต่ละแบบในปัจจุบัน(พ.ศ.2532) เป็นอย่างไร

เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก  ต้วเลขของทางราชการที่ระบุอยู่ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 6 ก็ไม่แน่

ว่าจะใช้ได้ โดยในแผนดังกล่าวได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนา 3 ประเภท ดังนี้ พื้น

ที่พัฒนาที่อยู่ในระดับล้าหลัง 5,787 หมู่บ้าน  ระดับปานกลาง 35,514 หมู่บ้าน และระดับ

ก้าวหน้า 11,621 หมู่บ้าน

                ระบบการผลิตแบบยังชีพ (เช่นกรณีบ้านหัวขัว กิ่งอำเภอทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน

ซึ่งเคยเป็นข่าวใหญ่ในหนังสื่อพิมพ์ไทยรัฐเมื่อปี 2524 ที่ในนักวางแผนพัฒนา

อาจมองว่าเป็นหมู่บ้านล้าหลังเพราะไม่มีใครยอมเรียนหนังสือ ชาวบ้านไม่

ยอมใช้เงินตรา และอยู่แบบปลูกเองกินเอง ทอเองนุ่งเอง) มีสัดส่วนอยู่น้อยที่สุดและมีแนว

โน้มจะหมดไป  ในขณะที่แบบกึ่งยังชีพยังมีบทบาทสำคัญในสัดส่วนที่สูงในภาคอีสานและใน

ภาคเหนือบางพื้นที่  ในขณะที่การผลิตแบบเพื่อขายเป็นวิถีการผลิตหลักของภาคกลาง และ

ภาคใต้  ขณะเดียวกันก็เกิด"หน่ออ่อน"ของธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรขึ้นในพื้นที่ภาค

กลางและภาคตะวันออก  ระบบการผลิตทั้ง 4 แบบนี้ยังคงดำเนินไปพร้อม ๆ กันในชนบท

ไทยทุกภาค  โดยในพื้นที่ที่มีระบบการผลิตเพื่อขายหนาแน่น อาจมีระบบการผลิตกึ่งยังชีพ

แฝงอยู่ และหากค้นดี ๆ อาจพบแบบยังชีพเดิมด้วยก็ได้(จะโดยความจำเป็นเพราะขาด

แคลนทุน หรือเพราะยังลังเลไม่ยอมรับระบบใหม่ก็ตาม)

                ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยแบบ

สอบถาม กชช.2 ค. ชี้ให้เห็นว่ามีชาวบ้านถึง 17,367 ครอบครัวในหมู่บ้านชนบททั่วประ

เทศที่ยังชีพอยู่ด้วยการทำสิ่งที่เรียกว่า "หัตถอุตสาหกรรม"(สิ่งทอ ปั้น เจียรนัย แกะไม้

แกะรูปหนัง ฯลฯ) เต็มเวลา   และมีถึง 4 แสนครอบครัวที่ทำสินค้าหัตถกรรมเป็นอาชีพ

เสริม [วารสารเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม

แห่งชาติ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2531]

 

       แผนภูมิแสดงสภาพการดำรงอยู่ของระบบการผลิตต่าง ๆ ในชนบทไทย

 

 

 

กึ่งยังชีพ

 

 

ยังชีพ                                            อุตสาหกรรมชนบท

 

 

เพื่อขาย

 

 

(หมายเหตุ: ขนาดของวงกลมแต่ละวงไม่ได้ใช้แทนสัดส่วนของแต่ละระบบการผลิต)

 

                การค้าม้าเร่ วัวเร่ หรือที่ใช้เกวียนแบบดั้งเดิมได้พัฒนามาเป็นพ่อค้ารถเร่ในปัจจุบัน

ซึ่งมีทั้งพ่อค้าจีนพ่อค้าไทย  พร้อม ๆ กับพ่อค้ารถเร่ ในหมู่บ้านเองก็มีการตั้งร้านค้าเล็ก ๆ

ขึ้น สิ่งที่ขาย ส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ชาวบ้านเคยปลูกเองกินเองได้ แม้

กระทั่งข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ต่าง ๆ  ส่วนหนึ่งเป็นสินค้าหัตถกรรมและสินค้าอุตสาหกรรมที่

ทำมาขายชาวบ้านโดยเฉพาะตั้งแต่กระติ๊บข้าวเหนียว กระบุง ตะกร้า ซึ่งมีให้เลือกว่าจะ

เอาแบบหัตถกรรม(ทำกับมือ) หรือแบบอุตสาหกรรม(ทำกับพลาสติก)  อีกส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่

ชาวบ้านผลิตเองไม่ได้หรือไม่สะดวกที่จะผลิตอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้เช่นเสื้อผ้า โอ่งน้ำ

ถังน้ำ หม้อ น้ำมันก๊าด ถ่านไฟฉาย ไม้ขีดไฟ และเครื่องมือทางการเกษตรพวกจอบ มีด

ผาลไถ(เหล็ก)  นอกจากนั้น ยังมีสินค้าที่ไม่จำเป็นและบางอย่างก็ฟุ่มเฟือยเข้าไปขายด้วย

เช่นผงชูรส น้ำอัดลม ยาทาเล็บ  หลัง ๆ นี้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เพราะไฟฟ้าเข้าถึง เกิดการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้กัน กระทั่งหม้อหุงข้าวไฟฟ้า พัดลม ตู้

เย็น โทรทัศน์ทั้งสีทั้งขาวดำ และเครื่องเล่นวิดิโอ

                สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นทั้งผลจากการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางการผลิต และ

เป็นทั้งเหตุของการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางความเชื่อและการอยู่ร่วมกันในชุมชน

                ตัวบ่งชี้(indicator)ที่สำคัญตัวหนึ่งที่ชึ้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมการอยู่

ร่วมกันแบบญาติพี่น้องที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็คือ การประกันชีวิต ที่ระบาดอยู่เงียบ ๆ ใน

ชนบทในเวลานี้  หากธุรกิจประกันชีวิตในชนบทสามารถเติบโตขึ้นมาได้ก็แสดงว่า  สถาบัน

หมู่บ้าน อันเป็นสถาบันสำคัญสูงสุดของสังคมชนบทถูกสั่นคลอนให้ลดบทบาทในแง่การเป็นหลัก

ประกันให้กับสมาชิกลง เพราะในระบบของชุมชนเดิมนั้นเมื่อหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต

สถาบันเครือญาติก็สามารถอุ้มชูดูแลครอบครัวนั้นได้ต่อไป  การทำประกันชีวิตในชุมชนหมู่บ้านจึง

เท่ากับการที่สถาบันภายนอกแทรกตัวเข้ามามีบทบาทในด้านนี้

                การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางการผลิตนอกจากจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ทางวัฒนธรรมด้านการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันของชาวบ้านชนบทแล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยน

แปลงวัฒนธรรมด้านความเชื่อด้วย

                ระบบการศึกษาแบบใหม่  ระบบความเชื่อสมัยใหม่ที่สัมพันธ์กับการค้นพบทาง

วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาทางเทคโนโลยี(โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ทำให้คนพึ่งธรรมชาติ

น้อยลง และควบคุมธรรมชาติได้มากขึ้น) เป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลง

ทางวัฒนธรรมทางด้านความเชื่อ

ระบบการศึกษาใหม่ไม่ได้สอนเพียงเรื่องการอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็น แต่เพียง

อย่างเดียว  แต่ได้สอนวิธีคิด ได้ปลูกฝังความเชื่อและค่านิยมใหม่ ๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ทำหลัก

สูตรคิดอย่างไรเชื่ออย่างไร และไปเอาความรู้จากที่ไหนมาบรรจุในหลักสูตร  เข้าไปด้วย

เช่น เด็กชนบทที่เข้าโรงเรียนได้รับการสอนว่า ฝนตกเกิดจากการที่เมฆลอยต่ำลงมาปะทะ

กับความร้อน กลั่นตัวเป็นหยดน้ำตกลงมา เด็กก็จะไปโต้แย้งกับพ่อแม่เรื่องผีฟ้าพญาแถน ว่า

พญาแถนไม่เกี่ยว การตกของฝนเป็นเรื่องของธรรมชาติ  "ดูสิคนยังทำฝนเทียมได้เลย"  ส่ง

ผลต่อไปให้การเข้าร่วมพิธีกรรมเกี่ยวกับการขอฝน เช่นบุญบั้งไฟ พิธีแห่ปลา แห่นางแมว

หรือพิธีปั้นเมฆ เหลือเพียงคุณค่าในด้านความสนุกสนานและความสามัคคีเป็นสำคัญ

ส่วนความหมายของพิธีกรรมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป

                การรักษาโรค ก็เช่นกัน ความเชื่อแบบสมัยใหม่มีสมมุติฐานของโรคต่างจากเดิม เช่น

แพทย์ที่ได้รับการศึกษามาในแผนใหม่เชื่อว่าโรคติดเชื้อทั้งหลาย ต้องเกิดจาก "เชื้อโรค"

ไม่ใช่ "ผีทำ" ไม่ว่าจะเป็นผีธรรมชาติหรือผีบรรพบุรุษ  เมื่อชาวบ้านที่ได้ไปลองรักษา

ตามแนวทางความเชื่อแบบเชื้อโรคทำหายมาก ๆ เข้า  ความเชื่อต่อผีก็เริ่มสั่นคลอน  แต่

เนื่องจากกว่าการรักษาตามแนวความเชื่อผีทำก็ยังรักษาได้อยู่ และค่าใช้จ่ายน้อย  การ

รักษาตามความเชื่อผีทำจึงยังคงดำรงอยู่คู่กับความเชื่อแบบเชื้อโรคทำ

                เรื่องของการรักษาโรคที่เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะขอกล่าวถึงสักเล็กน้อยในที่นี้ เพราะ

เกี่ยวข้องกับเรื่องของวัฒนธรรมโดยตรงก็คือการรักษาโรคจิต  ที่แพทย์แผนใหม่บอกว่าเกิด

จากปัญหาภูมิหลังและสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย  แต่แพทย์แผนเก่าบอกว่าเกิดจากการผิดผี

หรือผีทำ  และทั้งสองฝ่ายก็รักษาได้พอ ๆ กัน  หากผู้ป่วยกับผู้รักษามาจากวัฒนธรรมเดียว

กัน[1]  ดังจะเห็นได้ว่าชาวบ้านจากชนบทที่มีอาการของโรคจิต หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าผีเข้า

ที่ถูกส่งตัวมารักษาที่กรุงเทพฯก็มีทั้งที่หายและไม่หาย  ที่หายแล้วอาจกลับเป็นขึ้นมาอีก

รอบ ๆ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาซึ่งเป็นโรงพยายาลเฉพาะทางสำหรับโรคประเภทนี้

ก็เป็นที่ตั้งของสำนักทรงเจ้าเข้าผีมากที่สุด  ญาติผู้ป่วยพาผู้ป่วยเข้า ๆ ออก ๆ ระหว่าง

สถานบริการทั้งสองแบบนี้จนกว่าจะหาย  การรักษาแบบประกอบกันอาจช่วยได้ดี เพราะ

แพทย์สมัยก็มีจุดอ่อนในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวบ้าน  หมอผีเข้าใจ

เรื่องนี้ดีกว่า  ในอนาคตเราอาจเห็นการยอมรับซึ่งกันและกันมากขึ้น [ดูรายละเอียดใน

เสรี พงศ์พิศ, ไสยศาสตร์กับสังคมไทย, เพิ่งอ้าง]

                การนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้  ก็ทำให้คนพึ่งธรรมชาติน้อยลง ส่งผลให้ยำ

เกรง(ผี)ธรรมชาติน้อยลงไปด้วย  เช่น ระบบชลประทาน ข้าวพันธุ์ไวแสงต่าง ๆ ที่คิดค้น

ขึ้นมาโดยกรมวิชาการเกษตร  รถไถ  ปุ๋ยเคมี และสารเคมีสำหรับปราบศัตรูพืช  กับสิน

เชื่อจากธนาคารต่าง ๆ  สามารถทำให้ชาวบ้านในภาคกลางหลายพื้นที่ทำนาได้อย่างเป็น

อิสระจากฤดูกาล และยังทำได้ถึงปีละ 2 ครั้ง  บางพื้นที่ที่มีระบบการควบคุมน้ำดี คือทั้งคุม

ให้มีน้ำเพียงพอและทั้งคุมไม่ให้ท่วมได้ เช่นในบางอำเภอของจังหวัดฉะเชิงเทรา  สามารถ

ทำนาได้มากกว่า 2 ครั้ง (5 ครั้งใน 2 ปี)  ความมหัศจรรศ์ของสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์เหล่านี้ 

ได้ทำให้ความศักดิ์สิทธิเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติลดลง  เพราะคนไม่ต้องขึ้นต่อมัน

เท่าแต่ก่อน แต่ได้หันมาขึ้นต่อเทคโนโลยีแทน  คนที่มาดำนาตามหลังรถไถย่อมเหนื่อยกว่า

คนที่ดำในระบบนาที่ใช้ควายไถ

                ตอนที่ใช้ควายไถ คนให้คุณค่ากับควาย โดยมีพิธีสู่ขวัญควาย  เมื่อชาวบ้านชนบทหัน

มาใช้รถไถก็นำขวัญนั้นมาใส่ให้รถไถด้วย

                วัฒนธรรมทางด้านความเชื่อจึงเป็นวัฒนธรรมที่คงตัวอยู่นานที่สุดในกระบวนการ

เปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของมนุษย์

                การเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคนจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้เศรษฐกิจและ

สังคมจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม  ความเชื่อของคนจะคงอยู่ระยะหนึ่งเสมอ จึงไม่แปลกที่เรา

จะเห็นคนใส่สูทผูกเน็คไทไปบนบานศาลกล่าวกับศาลพระพรหมตรงสี่แยกราชดำริ กรุงเทพ

มหานคร ขณะเดียวกันในชนบทก็มีชาวบ้านที่นุ่งกางเกงยีนส์แสมแว่นตาเรแบนด์ไปร่วมพิธี

เลี้ยงผีปู่ตา

                วัฒนธรรมด้านความเชื่อ ที่เคลื่อนไปช้าที่สุดและยังคงหลงเหลืออยู่มากนี้ จึงมีบทบาท

สำคัญในการพัฒนาชนบท ซึ่งจะกล่าวต่อไปในตอนที่ว่าด้วยวัฒนธรรมกับงานพัฒนา

                ในเรื่องของศาสนา วัด ในสังคมชนบทเดิมมีบทบาทสูงมาก  นอกจากเป็นที่สำหรับ

ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักแล้ว  ยังเป็นโรงพยาบาล เพราะ

พระมักมีความรู้ทางสมุนไพรและการรักษาโรคด้วย (การที่พระไม่ต้องทำการผลิตทำให้มี

เวลาศึกษาหาความรู้เรื่องต่าง ๆ มากกว่าคนอื่น  อีกทั้งการเรียนธรรมต้องรู้หนังสือก่อน

จึงทำให้พระสามารถเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ที่มีบันทึกกันไว้ได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นตำราแพทย์พื้นบ้าน

ตำราโหราศาสตร์ต่าง ๆ)  เป็นทั้งโรงเรียนสำหรับผู้ต้องการรู้หนังสือหรือวิชาอื่น ๆ ที่

พระจะให้ได้  และยังเป็นคล้าย ๆ โรงแรม(ที่พักคนเดินทาง) สำหรับผู้เดินทางผ่านและ

ไม่มีที่พัก  เป็นที่เลี้ยงเด็กกำพร้าหรือไร้ญาติขาดมิตร  รวมไปถึงสุนัข และแมวที่ไม่มีเจ้า

ของ  หรือเจ้าของไม่ต้องการก็เอามาปล่อยไว้ที่วัด  ศาลาวัดเป็นศาลาประชาคมของหมู่

บ้านสำหรับประชุมปรึกษากิจการงานต่าง ๆ

                การพัฒนาเข้าสู่สังคมใหม่ได้เข้าไปลดบทบาทของวัดลงให้เหลือเพียงเรื่องที่เกี่ยว

กับศาสนา เช่น เรื่องของพิธีกรรม เรื่องของงานบุญ เรื่องของการบวชเรียนไป

                ถนนหนทางที่พัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับระบบการซื้อผลผลิตจากชาวบ้าน

และขายสินค้าอุตสาหกรรม  ทำให้วัฒนธรรมการบริโภคสมัยใหม่แพร่เข้าไปในชนบท

สะดวกขึ้นด้วย  โดยมีระบบการสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะวิทยุและโทรทัศน์เป็นตัวเสริม

     สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่ประกอบกันขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ของพฤติกรรม ความเชื่อ ค่านิยม แบบแผนการผลิต แผนการบริโภค แบบแผนการ

ถ่ายทอดวิชาความรู้  แบบแผนในการเลี้ยงดูบุตรหลาน   แบบแผนในการเกี่ยวข้องสัมพันธ์

กันระหว่างคนกับคน  คนกับธรรมชาติ  และแบบแผนอื่น ๆ ของชีวิตในทุกด้าน  ซึ่งก็

คือ การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม นั่นเอง

                การเปลี่ยนแปลงนี้ได้นำมาสู่ภาวะวิกฤติทางวัฒนธรรมของชุมชนหมู่บ้านทั่วไป  วิกฤติ

การณ์นี้แสดงออกโดยความขัดแย้งระหว่างคุณค่าใหม่กับคุณค่าเก่า เช่น คุณค่าแห่งการ

แข่งขันกับคุณค่าแห่งการร่วมมือ  คุณค่าแบบตัวใครตัวมันกับคุณค่าแบบรวมหมู่  คุณค่าแห่ง

กำไรสูงสุดกับคุณค่าแห่งความพอเพียง และอื่น ๆ อีกมากมาย

 

                คำถามก็คือ วัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เรากำลังเดินเข้าหานั้น เป็น "ความเจริญงอกงาม"

จริงหรือเปล่า  อะไรที่ควรรับอะไรไม่ควรรับ  ควรมีการดัดแปลงแก้ไขและประยุกต์

อย่างไร  ในเมื่อเราไม่อาจหยุดอยู่กับที่ และไม่สามารถกลับสู่อดีต  ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้

เราต้องสูญเสียสิ่งที่ดีงามในตัวเราและสังคมของเราไปในการเปลี่ยนแปลงนี้  ซึ่งคง

ไม่ใข่เรื่องที่จะทำกันง่าย ๆ เพียงแต่บอกว่าคุณค่าเรื่องนี้ดี แสดงออกโดยผ่านทางพิธีกรรม

หรือประเพณีนี้  แล้วเรียกร้องให้ทำกันขึ้นมาใหม่  เช่นเห็นว่าคุณค่าแห่งการร่วมมือช่วยเห

ลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องดี จึงเรียกร้องให้ฟื้นฟูการลงแขก ซึ่งก็ทำได้ฉาบฉวย ไม่มีชาวบ้าน

คนไหนสนใจมาลงอย่างจริงจังในเขตที่ผลิตเพื่อขายกันอย่างเข้มข้นแล้ว เพราะเจ้าของนา

ได้ผลผลิตไปขายโดยไม่จ่ายค่าแรงได้อย่างไร  แต่นี่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำ

ได้เสียเลยทีเดียว  เพียงแต่การทำให้วัฒนธรรมมีชีวิตอยู่และกลายเป็นพลังสร้างสรรค์สังคม

ต่อไปได้นั้น ต้องผ่านการพัฒนาวัฒนธรรมโดยกระบวนการค้นหาคุณค่า ฟื้นฟู ประยุกต์

ตีความใหม่ และประดิษฐใหม่ โดยใช้ปัญญาที่ละเอียดอ่อน  ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อ

วัฒนธรรมกับงานพัฒนา

 

      แผนภูมิแสดงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมชนบทไทยเข้าสู่สังคมสมัยใหม่

 

 

 

 

 

 

                ความเชื่อ                     ความเชื่อ

 

 

     -->                        -->                         --> ?

 

 

         การทำมา        ความ           การทำมา        ความ

          หากิน          สัมพันธ์           หากิน          สัมพันธ์

 

.

๕. การพัฒนาชุมชนชนบท

                มีคำที่ใกล้เคียงกับคำว่าการพัฒนาอยู่คำหนึ่งคือคำว่า "การสงเคราะห์" ซึ่งผู้เขียน

อยากจะทำความเข้าใจก่อนที่จะพูดถึงการพัฒนาต่อไป

                การสงเคราะห์ก็คือการนำสิ่งที่เป็นความต้องการเฉพาะหน้าของชาวบ้านไปให้ชาวบ้าน

อย่างรวดเร็ว เช่นกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ชาวบ้านต้องการอาหาร เสื้อผ้า

ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย  การสงเคราะห์จึงเกิดจากการมองปัญหาเรื่อง "การขาดแคลน"

และมักจบลงในระยะเวลาอันรวดเร็วเมื่อสิ่งที่ขาดแคลนนั้นได้รับการตอบสนอง  แม้

กระนั้นก็ตามเรื่องของการสงเคราะห์ก็มีผลกระทบต่อชุมชนในระดับหนึ่ง  กล่าวคือ การนำ

สิ่งหนึ่งสิ่งใดไปมอบให้คนใดคนหนึ่งหากทำโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึก

เสียศักดิ์ศรีขึ้น  หรือการมอบให้กับกลุ่มคนหรือชุมชนก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกขึ้น

ได้ เช่นในกรณีที่ได้รับกันไม่ทั่วถึง หรือได้รับทั่วถึง แต่ "เอ็งได้มากกว่าข้า ข้าได้มาก

กว่าเอ็ง" จึงมีการพัฒนาแนวคิดและวิธีการมาเป็นลำดับจนเป็นทฤษฎีการสังคมสงเคราะห์

เช่นการสงเคราะห์เฉพาะราย การสงเคราะห์กลุ่ม  และมีการสอนวิชานี้กันในระดับมหา

วิทยาลัย เช่นที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                ส่วน "การพัฒนา" นั้นหมายถึงกิจกรรมที่ไปทำอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ

อย่างน้อยก็ในระยะเวลาหนึ่ง อาจตั้งแต่เดือน 1 ปี หรือกระทั่ง 5 ปี 10 ปี หรือไม่

กำหนดระยะเวลา และอาจทำโดยไม่ได้ให้อะไรที่เป็นวัตถุแก่ชาวบ้านเลยก็ได้ (เช่น

โครงการอบรม หรือประสานงานชาวบ้าน)

                อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำว่า "พัฒนา"  นี้สรุปมาจากภาพที่มองจากบุคคล

หรือองค์กรภายนอกชุมชน ทั้งรัฐและเอกชน เข้าไปทำในหมู่บ้าน  แต่สำหรับชาวบ้าน

แล้ว การพัฒนาก็คือการแก้ปัญหาที่มีอยู่และการทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง

ดีขึ้น ในชุมชนเองก็มีความสันติสุขพอสมควร โดยไม่อาจกำหนดระยะเวลา  แม้ว่าในการ

พัฒนานั้นคนนอกที่เข้ามาจะเป็นฝ่าย "เริ่ม" และให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม หรือเข้ามา "ร่วม"

กับชาวบ้านในกิจการที่ชาวบ้านเป็นฝ่ายริเริ่มก็ตาม  คนนอกออกไปแล้วชาวบ้านก็ยังอยู่กัน

ต่ออีกหลายสิบหรือหลายร้อยปี

                ลักษณะการเริ่มต้นของการเข้าไปเกี่ยวข้องกับชาวบ้านเพื่อพัฒนาชาวบ้านหรือ

ร่วมกับการพัฒนาตัวเองของชาวบ้าน มีองค์ประกอบ 3 อย่างด้วยกัน คือ กลุ่มชนเป้าหมาย

ประเด็น และพื้นที่

                กลุ่มชนเป้าหมาย อาจจะเป็นตามเพศ เช่น ผู้หญิง ผู้ชาย  ตามวัย เช่น เด็ก

เยาวชน คนชรา  ตามสถานภาพเช่น แม่บ้าน พ่อบ้าน พระ ผู้ใหญ่บ้าน

                ประเด็น อาจเป็นเรื่องการเกษตร แหล่งน้ำ เทคโนโลยี(ที่เหมาะสม) หัตถกรรม

กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ ธุรกิจชุมชน

                พื้นที่ อาจเป็นพื้นที่ยากจน(ก็แล้วแต่ว่าใครจะมีเกณฑ์ในการวัดกันอย่างไร) พื้นที่

แทรกซึมล่อแหลมต่อความมั่นคง  พื้นที่เกษตรก้าวหน้า  พื้นที่ภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน

     อาจจะผสมผสานกันระหว่างสองอย่างหรือสามอย่างเลยก็ได้ เช่น กำหนดทั้งกลุ่มชน

เป้าหมาย ทั้งประเด็น และทั้งพื้นที่ ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานนั้นมีหน้าที่ทำอะไร(หากเป็น

หน่วยงานของรัฐ) หรือต้องการทำอะไร(องค์กรเอกชน)  หรือมีความสามารถมีความถนัด

ทางด้านไหน และต้องการทำที่ไหน

                ในแง่ของวิธีการทำงานนั้นไม่ว่าจะมีแนวคิดแบบไหน จะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือ

เอกชนก็ตาม จะมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการต่อไปนี้อยู่ด้วยเสมอ

                1. ผู้นำ เนื่องจากว่าผู้ที่เข้าไปพัฒนาจากภายนอกนั้นไม่ได้อยู่ประจำในหมู่บ้าน หรือ

หากอยู่ประจำก็ไม่คิดจะอยู่ตลอดไป จึงต้องมีการค้นหาผู้ที่มีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในการ

พัฒนาขึ้นมา  มีการแบ่งผู้นำออกเป็นผู้นำตามธรรมชาติ เช่นพระ ครู ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือผู้นำ

ทางความคิดเดิม  กับผู้นำใหม่ที่องค์กรจะต้องสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นตัวแทนความคิด

ขององค์กรในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้านต่อไป

                การศึกษาเรื่องผู้นำในงานพัฒนาของนักพัฒนาคนหนึ่ง ได้ข้อสรุปว่าผู้นำที่เข้ามาเกี่ยว

ข้องกับกิจกรรมการพัฒนาที่คนภายนอกเข้าไปทำนั้นได้รับการคาดหวังแตกต่างกัน 4 ประเภท

คือ หนึ่ง ผู้นำที่ถูกนำมาเป็นเพียงองค์ประกอบในรูปแบบของการที่ต้องการให้เห็นว่า

ได้เกิด"การมีส่วนร่วม"ของชาวบ้านขึ้นในกิจกรรมเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าผู้นำนั้นจะนำได้

จริงหรือเปล่า  สอง ผู้นำที่เป็นตัวแทนขององค์กรพัฒนาเพื่อไปดำเนินการพัฒนากับชุมชน ผู้นำ

ประเภทนี้จึงต้องเข้าใจนโยบายขององค์กรและลักษณะงานให้ดี โดยไม่ได้สนใจ

ว่านโยบายและลักษณะงานขององค์กรจะสอดคล้องกับชุมชนหรือไม่  สาม ผู้นำที่สามารถ

สะท้อนปัญหาชุมชน สะท้อนความต้องการของชาวบ้านได้  เพื่อว่าองค์กรจะสามารถสนับ

สนุนได้ถูก แต่องค์กรก็ไม่ได้พิจารณาศึกษาสภาพการณ์จริง ๆ ของหมู่บ้าน หรือฟังปัญหาจาก

ผู้นำคนอื่น ๆ  สี่ ผู้นำที่เป็นผู้ร่วมดำเนินการพัฒนากับชาวบ้าน โดยการสนับสนุน

ขององค์กรภายนอก โดยองค์กรไม่ได้เน้นที่ตัวผู้นำผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ  แต่ส่งเสริมให้ผู้

นำมีบทบาทในการผลักดันงานร่วมกับชาวบ้าน[ดูวารุณี กฤษเจริญ, ข้อค้นพบบางประการ

เกี่ยวกับผู้นำในงานพัฒนาชุมชน, สังคมพัฒนา ฉบับที่ 2/2528]

                2. การฝึกอบรม ซึ่งก็คือการฝึกอบรมผู้นำกับการฝึกอบรมชาวบ้าน ซึ่งพอสรุปวิธีการ

ได้ดังนี้

                หนึ่ง การฝึกอบรมแบบห้องเรียน  มักเป็นเรื่องของการให้แนวความคิด การ

พัฒนาจิตใจ ซึ่งค่อนข้างทรมานกับชาวบ้านที่ไม่ค่อยคุ้นกับการบริหารความคิด

(intellectual exercise) พอสมควร หากต้องนั่งฟังใครต่อใครพูด รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้

เรื่องบ้าง ติดต่อกันหลาย ๆ วัน และยังเสียงานในไร่นาด้วย  ที่พบมากคือการอบรมเพื่อ

พัฒนาจิตใจที่ผู้ใหญ่บ้านบางคนต้องจ้างชาวบ้านวันละ 50 บาท(แทนค่าแรงในวันนั้น) ให้มา

ร่วมเพื่อรักษาเครดิตของผู้ใหญ่ต่อหน่วยงานภายนอกนั้นไว้  สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อการอบรม

นั้นไม่สามารถเชื่อมโยงวิถีชิวิตทางการผลิตและทางสังคมของชาวบ้าน

                สอง การฝึกปฏิบัติ  มักเป็นเรื่องทางเทคนิค เช่น การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลา

เป็นต้น ซึ่งหากเป็นเรื่องที่สอดคล้องและชาวบ้านสนใจก็จะมีผู้มาร่วมอย่างกระตือรือร้น แต่

หากเป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่สนใจหรือไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตเขา ก็จะมีปัญหาเรื่องผู้เข้าร่วม

                สาม การดูงาน  มักเป็นเรื่องทางเทคนิคเช่นกัน

                สี่ การจัดกิจกรรม เช่นงานบุญประเพณีต่าง ๆ ซึ่งยังไงเสีย ชาวบ้านจะหยุดงานไร่

นาในเทศกาลดังกล่าวอยู่แล้ว  จึงจัดให้ชาวบ้านจากที่ต่าง ๆ ได้มาพบปะเพื่อแลกเปลี่ยน

เรียนรู้จากกันเอง โดยอาจเชิญวิทยากรที่เป็นชาวบ้าน หรือไม่ใช่ชาวบ้านมาบรรยาย และ

ตั้งคำถามนำ  วิธีการนี้ใช้กันมากในกลุ่มที่มีแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน

                อย่างไรก็ตาม อาจมีการผสมผสานวิธีการฝึกอบรม หลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน

                3. โครงการ คือกิจกรรมรูปธรรมที่ชาวบ้านจะทำกันในหมู่บ้าน อาจเป็นกิจกรรม

ทางเศรษฐกิจ กิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมทางประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ แต่

ส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

                ผู้นำ การฝึกอบรม และโครงการ 3 คำนี้ จึงเป็นคำสำคัญ(keyword) ของงาน

พัฒนาชุมชนในปัจจุบัน

 

                การพัฒนาชนบทในภาครัฐ

                การพัฒนาชนบทในประเทศไทยที่การดำเนินงานโดยรัฐ มีกระทรวงหลักที่เกี่ยวข้อง

6 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์  โดยมีคณะกรรมการ

ประสานประสานงานการพัฒนาชนบทแห่งชาติ(กชช.)  ซึ่งตั้งอยู่ในสำนักงานคณะกรรมการ

พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยประสานงาน  โดยตั้งแต่ปี 2531 มี

โครงการอีสานเขียวของกระทรวงกลาโหมเข้ามาร่วมด้วย

                กระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระบบ

การผลิตของชาวบ้านชนบทโดยตรง เพราะอาชีพหลักของคนชนบทคือเกษตรกรรม

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลักคือกรมส่งเสริมการเกษตร โดยมีกรมวิชาการเกษตรเป็นฝ่าย

สนับสนุน นอกจากนั้นก็มีกรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมชลประทาน กรมป่าไม้ กรมการพัฒนา

ที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ และ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเข้าไปแก้ปัญหาและพัฒนาในด้านต่าง ๆ

                กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานที่ในด้านหนึ่งเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับระบบ

การอยู่ร่วมสัมพันธ์กันของชาวบ้าน หรือการบริหารจัดการภายในชุมชนของชาวบ้านโดยตรง

ที่สุด  อีกด้านหนึ่งก็แก้ปัญหาและพัฒนาด้านปัจจัยพื้นฐานในการอยู่การกินของชาวบ้านไปด้วย

กลไกในการพัฒนาชนบทหลักมีกรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน และสำนักงานเร่งรัด

พัฒนาชนบท รพช. โดยมี กรมที่ดิน กรมประชาสงเคราะห์ และกรมโยธาธิการ การไฟฟ้า

ส่วนภูมิภาค ร่วมสนับสนุน  โดยหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ดำเนินการแก้ปัญหาด้านปัจจัยพื้น

ฐานต่าง ๆ เป็นต้นในเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดิน ไฟฟ้า ถนน สะพาน และการพัฒนาอาชีพ  ส่ง

เสริมการจัดตั้งกลุ่ม(องค์กร)ชาวบ้านในระดับชุมชนเพื่อดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เช่น กลุ่ม

แม่บ้าน กลุ่มเยาวชน กลุ่มออมทรัพย์  ศูนย์สาธิตการตลาดหรือร้านค้าหมู่บ้าน  ธนาคาร

ข้าว ธนาคารโค-กระบือ

 

                กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบความเชื่อและ

จารีตประเพณีของชาวบ้านมากที่สุด  การดำเนินที่เกี่ยวข้องกับชนบทมากก็คือ

การศึกษาในระดับประถมศึกษา และการศึกษานอกโรงเรียน  มีการจ้างครูอาสาเข้า

ประจำตามพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งงานทั้งสองนี้เข้าถึงระดับชุมชนหมู่บ้านมากที่สุด  นอกจากนั้นก็มี

กรมการศาสนาและสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติที่มีหน้าที่ในด้านการพัฒนาจิต

ใจและวัฒนธรรม โดยอาศัยวัดเป็นศูนย์กลาง และการส่งเสริม

ประเพณีต่าง ๆ ของชาวบ้าน

                กระทรวงสาธารณสุข  ดำเนินการด้านการป้องกัน และรักษาสุขภาพของประชาชน

โดยในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 ที่ได้มีการนำแนวคิด "สาธารณสุขมูลฐาน" มาใช้ ทำให้

กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ลงสู่หมู่บ้านอย่างเข้มข้น  ถึงขั้นที่แทบจะเรียกได้

ว่าเป็นกลไกของรัฐที่มีความสัมพันธ์กับชาวบ้านในระดับหมู่บ้านมากที่สุดในปัจจุบัน  ดังมีกอง

ทุนประเภทต่าง ๆ ลงแทบทุกหมู่บ้าน เช่นกองทุนยาและเวชภัณฑ์  กองทุนสุขาภิบาล

(โอ่ง ส้วม)  มีการฝึกอบรมผู้นำทางสาธารณสุขประเภทต่าง ๆ เช่น หมอตำแยพื้นบ้าน

หมอสมุนไพร ช่างสุขภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน  ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข(ผสส.) ที่ในทุก ๆ 10-15

หลังคาเรือน จะมีตัวแทนมาเข้ารับการอบรม 1 คนเพื่อเป็นหน่วยคอยช่วยสอดส่องเฝ้า

ระวังโรค  ในบรรดา ผสส. ทุก 10 คนจะคัดเลือกมาอบรมเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข

ประจำหมู่บ้าน(อสม.) อีก 1 คน รวมจำนวนผสส.และอสม.ทั้งหมดที่ผ่านการฝึกอบรมและ

ประจำอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทั่วประเทศนับแสนคน อสม.นั้นได้รับการอบรมให้สามารถดูแล

รักษาโรคในขั้นพื้นฐาน และส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลต่าง ๆ ต่อไปได้   กระทรวง

สาธารณสุขยังเป็นหน่วยงานที่พยายามเก็บข้อมูลในระดับชุมชนอย่างจริงจัง  ดังจะเห็นได้

ว่ากระทรวงนี้ใช้งบประมาณถึงปีละเป็นร้อยล้านบาทสำหรับพิมพ์แบบสอบถามต่าง ๆ

                กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นหน่วยงานที่เพิ่มเข้ามาหลังจากเริ่มแผนพัฒนาฉบับที่ 6

แล้ว โดยเน้นในด้านการฝึกอาชีพหัตกรรมและอุตสาหกรรมครอบครัวแก่ชาวบ้าน  พร้อม ๆ

ไปกับการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลโดยกรมทรัพยากรธรณี

                กระทรวงพาณิชย์ เป็นกระทรวงใหม่สุดที่เพิ่งลงสู่หมู่บ้านเมื่อปี 2531 เพื่อร่วมแก้ปัญหา

ด้านการตลาดพืชผลเกษตรในระดับท้องถิ่น  หลังจากที่ดำเนินงานในระดับมหภาคมานาน

โดยได้จัดตั้งร้านค้าหมู่บ้าน(กรมการค้าภายใน)ในหมู่บ้านที่กรมการพัฒนาชุมชน และ

รพช.ยังเข้าไปไม่ถึง และได้อาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับระบบธุรกิจการค้าภายนอก อำนวยให้

มีสินค้าบริโภคต่าง ๆ เข้าไปขายในร้านค้าได้สะดวก  ขณะเดียวกันก็พยายามเข้า

แทรกแทรงตลาดในระดับท้องถิ่นเพื่อให้ชาวบ้านขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น

                ส่วน "โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง อีสานเขียว" นั้นเป็นการเข้ามามี

ส่วนร่วมของฝ่ายทหารในการพัฒนาชนบท เมื่อปี 2531 โดยกำหนดพื้นที่เฉพาะภาคอีสาน

เน้นเรื่องการการปลูกป่า และพัฒนาแหล่งน้ำ

                นอกจากนั้นยังมีรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการ

เกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ที่ตั้งขึ้นในปี 251? เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินชาวชนบท และสนับ

สนุนด้านเงินทุนด้านการเกษตรของชาวบ้าน  มีองค์การตลาดเพื่อการเกษตร(อตก.)ที่ตั้ง

ขึ้นในปี 251? เพื่อแก้ไขปัญหาการตลาดพืชผลเกษตร และจัดหาปุ๋ยราคาถูกให้ชาวบ้าน

                คณะกรรมการประสานงานการพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นตามแผน

พัฒนาชนบทฉบับที่ 5 และดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  มีหน้าที่เป็นตัวกลางให้เกิด

การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบท ทั้งในด้าน

แผนงานและงบประมาณ  เพราะก่อนหน้านั้นต่างคนต่างทำ และบางครั้งก็ซ้ำซ้อนกัน

                การประสานงานในระดับชาติ มี ศูนย์ประสานการพัฒนาชนบทแห่งชาติ(ศปช.)

เป็นองค์กรกลางในการประสานงาน  ในระดับจังหวัดมี คณะกรรมการพัฒนาจังหวัด(กพจ.)

และ คณะอนุกรรมการพัฒนาชนบทระดับจังหวัด(อกช.) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเหลือ

กพจ.ในการวางแผนพัฒนาชนบทระดับจังหวัดในทุกด้าน  ระดับอำเภอมี คณะกรรมการ

พัฒนาอำเภอ(กพอ.) และ คณะกรรมการพัฒนากิ่งอำเภอ

                ส่วนในระดับตำบลและหมู่บ้าน มี คณะกรรมการสภาตำบล(กสต.) ที่กำนันเป็น

ประธาน และมีคณะทำงานสนับสนุนการปฏิบัติการพัฒนาชนบทระดับตำบล(กปต.) ที่กำนัน

เป็นหัวหน้าคณะ โดยมีเกษตรตำบล สาธารณสุขตำบล ครูในตำบล พัฒนากรตำบล และชาวบ้าน

ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมในคณะทำงาน  โดยคณะทำงานมีหน้าที่ให้ความสนับสนุนทางวิชาการและ

อุปกรณ์ที่จำเป็นแก่สภาตำบล พร้อมทั้งช่วยตรวจสอบความเป็นไปได้ของโครงการต่าง ๆ ที่

สภาตำบลจะเสนอในแผนพัฒนาตำบล

                มีการจัดตั้ง สถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและพัฒนา ขึ้นโดยใช้สถานที่ที่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลข้อมูลพื้นที่ในระดับต่าง ๆ

โดยเฉพาะมีการเก็บข้อมูลระดับหมู่บ้านขึ้นมาตั้งแต่ปี  2527 และสำรวจใหม่ทุก 2 ปี โดย

ศปช.เป็นผู้ดำเนินการเรียกกันว่าข้อมูล กชช 2 ค. ซึ่งถูกใช้เป็นข้อมูลหลักในการวางแผน

ติดตาม และประเมินโครงการพัฒนาชนบทต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน

 

                หน่วยงานของรัฐที่กล่าวมาข้างต้นมีทั้งประเภทที่ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน

เป็นเวลานาน เช่น หน่วยงานที่สร้าง ถนน สะพาน แหล่งน้ำ ที่เมื่อเสร็จแล้วก็ถอนตัว

ออกไปทำที่อื่นต่อไป  และประเภทที่ต้องอยู่กับชาวบ้านนาน เช่น กรมพัฒนาชุมชน กรมการ

ศึกษานอกโรงเรียน  และหน่วยงานทางสาธารณสุขต่าง ๆ หน่วยงานเหล่านี้จำเป็นต้อง

เข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมชุมชนมากกว่าพวกที่เข้ามาแล้วถอนตัวออกไป เพราะการทำ

งานจะมีผลกระทบต่อชุมชนมากกว่าดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป

 

                การพัฒนาชนบทโดยภาคเอกชน

 

                การพัฒนาชนบทโดยภาคเอกชนนอกระบบรัฐ  ในสายตาของรัฐบาลมี 2 ประเภท

คือ ประเภทที่เป็นธุรกิจ(องค์กรแสวงกำไร) รัฐได้จัดบทบาทให้เข้ามีส่วนร่วมในเขตชนบท

ก้าวหน้า เช่นธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทก่อน

                ส่วนเขตชนบทล้าหลัง รัฐบาลให้องค์กรพัฒนาชนบทเอกชนประเภทไม่แสวงกำไร

(non-profit organization) ซึ่งมักจะเรียกกันว่า องค์การพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบท

หรือเรียกกันย่อ ๆ ว่า NGO (Non-government organization) เช่น สมาคม มูลนิธิ

และโครงการพัฒนาอิสระต่าง ๆ โดยองค์กรพัฒนาชนบทประเภทไม่แสวงกำไรนี้มี คณะ

กรรมการประสานงานองค์การพัฒนาเอกชนชนบท(กป.อพช.) เป็นหน่วยงานประสานงาน

ในแต่ละภูมิภาคก็มีคณะกรรมการย่อยลงไปอีกเรียกว่า กป.อพช.ภาค เช่น

กป.อพช.ภาคเหนือ มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่  กป.อพช.ภาคใต้มีสำนักงานอยู่ที่

อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  กป.อพช.ภาคอีสานเหนือ มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น

กป.อพช.ภาคอีสานใต้ มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์  และ กป.อพช.ภาคเหนือตอนล่าง

และภาคกลาง มีสำนักงานอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์

                อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าองค์กรพัฒนาเอกชนจำเป็นจะต้องทำงานในเขต

ชนบทล้าหลัง(ตามคำนิยามของรัฐ)เสมอไป  องค์การพัฒนาเอกชนมีอิสระในการเลือกพื้นที่

ทำงาน  แต่หากเลือกทำในเขตที่รัฐระบุว่าเป็นเขตแทรกซึม(Sensitive Area) การทำ

งานก็อาจไม่อิสระเท่าที่ควร  แต่องค์กรเอกชนก็มักเลือกทำงานในเขตชนบทที่ห่างไกลและ

ถูกทอดทิ้ง อันเป็นความสนใจขององค์กรพัฒนาเอกชนเอง

                งานพัฒนาชนบทในส่วนของเอกชนนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2510 โดยมีมูลนิธิบูรณะชนบทแห่ง

ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรแรกที่เริ่มทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

โดยผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งมูลนิธินี้คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์  มีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ในหมู่

บ้านต่าง ๆ จังหวัดชัยนาท ในปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ออกไปในจังหวัดใกล้เคียงด้วย  ประสบ

การณ์จากการทำงานพัฒนาชนบทนอกระบบรัฐของมูลนิธินี้ได้ให้แนวคิดและวิธีการ

แก่องค์กรพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบทอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา  ผู้ปฏิบัติงาน

ของมูลนิธินี้ส่วนหนึ่ง ภายหลังได้ออกมาดำเนินงานเองโดยจัดตั้งเป็นมูลนิธิ สมาคม

และโครงการพัฒนาต่าง ๆ

                ปัจจุบันมีองค์กรและโครงการพัฒนาเอกชนพัฒนาชนบทที่ทำงานจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งเล็กและใหญ่ อยู่รวมกันประมาณ 200 องค์กร  ทั้งองค์กรที่มาจากต่างประเทศ เช่น

มูลนิธิฟริดริช เนามัน(เยอรมัน) มูลนิธิศุภนิมิตร(อเมริกา)  องค์การแคร์นานาชาติ

(อเมริกา)  องค์การแตร์เดซอม(เยอรมัน)  องค์การอนุเคราะห์เด็กของประเทศต่าง ๆ

และองค์กรที่เกิดขึ้นเองในประเทศทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เช่น สภาคา

ทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา  คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา  สมาคมพัฒนา

ประชากรและชุมชน(มีชัย)  สมาคมเทคโนโลยีที่เหมาะสม  สมาคมเพื่อนร่วมพัฒนาชนบท

(ชัยนาท)  มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม  มูลนิธิสวิตา  มูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

มูลนิธิเด็ก  มูลนิธิหมู่บ้าน โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท  ชมรมศิษย์เก่าบูรณะ

ชนบทและเพื่อน  และศูนย์วัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านอีสาน(ขอนแก่น) เป็นต้น

[ดูทำเนียบองค์การพัฒนาเอกชน จัดทำโดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม 2529]

โดยองค์กรและโครงการเหล่านี้มีพื้นที่ปฏิบัติงานกระจายอยู่ทั่วประเทศ   มีจำนวนหมู่บ้านที่

ปฏิบัติงานอยู่รวมกันประมาณ  1,000 กว่าหมู่บ้าน  ส่วนใหญ่ที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียง

เหนือ

                องค์กรและโครงการเหล่านี้เนื่องจากเป็นองค์กรที่ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ

ต่าง ๆ ให้ชาวบ้านทำได้ จึงมักต้องถ่อมตัวเข้าหาชาวบ้าน เรียนรู้จากชาวบ้าน [ดูประเวศ

วะสี, วิกฤติหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2532]    จึงได้มีบทบาทเด่นในเรื่องการนำ

เสนอมิติของวัฒนธรรมชุมชนในงานพัฒนาชนบทในปัจจุบัน

                อย่างไรก็ตาม แม้ในวงการพัฒนาชนบทภาคเอกชนจะพูดกันมากถึงวัฒนธรรมชุมชนกับ

งานพัฒนา ก็มิได้หมายความว่าทุกองค์กรจะมีแนวคิดและวิธีการปฏิบัติต่อวัฒนธรรมชุมชน

เหมือนกัน  เราอาจแบ่งแนวคิดการทำงานขององค์กรพัฒนาชนบทที่ปรากฏขึ้นในชนบทไทย

ออกอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 4 แนว ดังนี้

                1. แนวพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนยุคแรก ๆ (ปัจจุบันก็ยังมีอยู่) กลุ่ม

นี้มุ่งที่การพัฒนาอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน วิธีการทำงานก็คือการฝึกอาชีพ การจัดหา

แหล่งเงินทุน ไปจนกระทั่งการจัดการเรื่องการตลาด  หากคนที่ทำงานในแนวนี้จะสนใจ

ในวัฒนธรรมชุมชนบ้างก็คือ เห็นว่าแต่ก่อนชาวบ้านพึ่งตัวเอง และพึ่งกันเองได้ ประเพณี

ต่าง ๆ ของชาวบ้านก็เป็นเรื่องดี แต่มัน"พ้นสมัย"ไปเสียแล้ว

                2. แนวคิดเศรษฐกิจสังคม กลุ่มนี้เห็นว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมจะต้อง

ควบคู่กันไป จึงมีเรื่องของการทำงานเป็นกลุ่มเข้ามาเกี่ยวข้อง บางครั้งถึงขนาดกำหนด

เป็นเงื่อนไขกันเลยว่า องค์กรจะสนับสนุนการทำงานเมื่อชาวบ้านรวมกันเป็นกลุ่มแล้วเท่า

นั้น  หากเป็นองค์กรพัฒนาที่มีหลักธรรมทางศาสนาหนุนหลัง ก็อาจจะบอกว่าใช้

"โครงการ" เป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจ และพัฒนาสังคม  ใช้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

เป็นเรื่องมือพัฒนาให้คนพัฒนาคุณธรรม เป็นต้นในด้านความซื่อสัตย์ ความสนใจห่วงใย และ

ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  หลายครั้งที่กลุ่มนี้พบว่าชาวบ้านนั้นก็มีคุณธรรมตามระบบของเขาอยู่

การค้นพบตรงจุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มสนใจในวัฒนธรรมของชาวบ้าน

                3. แนวเศรษฐกิจการเมือง กลุ่มนี้เห็นว่าในทุกสังคมมีชนชั้น มีคนรวยคนจน คนมี

อำนาจกับคนไม่มีอำนาจ จึงใช้การวิเคราะห์โครงสร้าง(Structural Analysis) เข้า

มาวิเคราะห์ชุมชนที่ตนเข้าไปพัฒนา  โดยเมื่อนำแนวคิดนี้เข้ามาในงานพัฒนาชุมชนได้เรียก

แนววิธีการทำงานที่มีความหมายเป็นการเฉพาะว่าแนว "จัดระบบชุมชน" (Community

Organization - CO) จุดมุ่งหมายของการพัฒนาของแนวความคิดนี้อยู่ที่การลดอำนาจ

ของคนรวยลง  คำว่า "พลังประชาชน" หรือ "องค์กรประชาชน" จึงออกมาจากแนว

ความคิดนี้ก่อน  ในทางปฏิบัติกลุ่มนี้ก็ได้อาศัยการทำโครงการเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเพื่อ

การต่อรองอำนาจ  การฝึกอบรม การถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ และการฝึกให้พร้อมที่จะ

เผชิญหน้าจึงเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของแนวทางนี้  หากมีคนในกลุ่มนี้สนใจในวัฒนธรรม

ชุมชนขึ้นมา ก็จะดูว่าวัฒนธรรมที่มีอยู่นั้นจะนำไปสู่การสร้างอำนาจให้ชาวบ้านอย่างไร ซึ่งก็

คือเป็นการมองในแนววัฒนธรรมแห่งการปลดปล่อย

                4. แนวสังคมวัฒนธรรม หรือ แนววัฒนธรรมชุมชน กลุ่มนี้มองชุมชนหมู่บ้านแต่ละแห่ง

เหมือนกับประเทศ ๆ หนึ่ง ที่ในอดีตเคยมีความสมดุลและสมบูรณ์ในตัวเอง มีการพึ่งตัว

เอง และพึ่งกันเองในระดับสูง  การปฏิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ภายนอก โดยเฉพาะจากสังคมสมัยใหม่ทำให้ความสมดุลและสมบูรณ์นี้ค่อย ๆ แตกทำลาย

ลง  จะฟื้นฟูสถาบันหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ให้อยู่รอดร่วมกับสังคมสมัยใหม่ได้อย่างไร  วิธีการทำ

งานก็ยังอาจมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่โดยให้คุณค่าแก่กิจกรรมนี้เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะ

หน้าให้ชาวบ้าน  แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ อยู่ในระยะยาว  กลุ่มนี้ทำงานกับชาวบ้านในเขต

พื้นที่ชนบทที่ระบบการทำมาหากินเป็นแบบกึ่งยังชีพอยู่เป็นส่วนใหญ่  กลุ่มนี้เองที่ให้ความ

สนใจเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนามากที่สุด

                อย่างก็ตาม  มิได้หมายความแต่ละคนแต่ละองค์กรที่ลงไปทำงานในหมู่บ้านจะยึดแนว

ทางใดแนวทางหนึ่งอย่างเด็ดขาด  "เวที"การแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ

งานพัฒนาภาคเอกชน ได้ทำให้บทเรียนและประสบการณ์ของความสำเร็จและล้มเหลวของ

พวกเขาถ่ายทอดสู่กันตลอดเวลา  ซึ่งก็นำมาสู่การปรับเปลี่ยนงานในส่วนของตน

 

๖. ผลกระทบจากการพัฒนาชุมชนชนบท

                หากมองในส่วนของหมู่บ้านชนบทเอง ภาพที่ปรากฏในปัจจุบันก็คือ หมู่บ้านได้กลาย

เป็นที่รองรับของโครงการและกิจกรรมการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งจากหน่วยงานของรัฐ

และเอกชน  ทำให้ชุมชนต้องมีการจัดการภายของตัวเองพอสมควรเพื่อสัมพันธ์กับกิจกรรม

ต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามา  บางหมู่บ้านมีกิจกรรมการพัฒนาเข้าไปหลายสิบกิจกรรมจน

"ผู้นำ" บางคนมีปัญหากับครอบครัวเพราะไม่สามารถให้เวลากับไร่นาตัวเองได้ (ดูแผน

ภาพประกอบ)

 

           แผนภาพแสดงหมู่บ้านชนบทไทยในท่ามกลางกระแสการพัฒนา

 

                มองจากชุมชนออกไป การมีส่วนร่วมของประชาชน จะต่างกับ การมีส่วนร่วมกับ

ประชาชน  การพูดเช่นนี้มิได้หมายความว่างานพัฒนาทุกอย่างที่ริเริ่มมาจากข้างนอกนั้นจะ

ไม่มีคุณค่าเสมอไป  เพียงแต่หากการริเริ่มจากภายนอกนั้น ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจใน

ปัญหาที่แท้จริงก็อาจกลายเป็นการก่อปัญหาได้พอ ๆ กับเข้าไปร่วมกับกิจการที่ชาวบ้านริเริ่ม

โดยไม่ได้เข้าใจหรือเข้าใจแต่ไม่ใส่ใจต่อระบบวิถีชีวิต(วัฒนธรรม)ของชาวบ้านในท้องถิ่น

นั้น ๆ อย่างดีพอ

                การพัฒนาในยุคแรก ๆ ก่อนที่แนวคิด "การมีส่วนร่วมของประชาชน" จะแพร่เข้ามา

จากต่างประเทศ  ผู้มีหน้าที่(หน่วยงานของรัฐ)และผู้หวังดี(องค์กรเอกชน) ไปช่วยชาว

บ้านพัฒนาโดยการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในหมู่บ้านชนบท เช่น ศาลาประชาคม

ศูนย์เด็กเล็ก ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน ถนน สะพาน และอื่น ๆ  ปรากฏว่าหลังจากที่

โครงการเสร็จสิ้น คนภายนอกเหล่านั้นกลับออกมาแล้ว ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ไป

สร้างนั้นอย่างเต็มที่โดยไม่มีปัญหา เช่นได้ใช้ถนน สะพาน  แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สร้าง

ปัญหาขึ้น

                ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก่อนหน้านี้ และแม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ คือ เวลานั่งรถเข้าหมู่

บ้านในฤดูปักดำจะเห็นถนนถูกขุดเป็นระยะ ๆ เพราะถนนกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำทำให้ชาว

บ้านอีกฝั่งหนึ่งของถนนไม่ได้ทำนา  หากการร้องเรียนเพื่อให้ทางราชการช่วยแก้ไข เช่น

นำท่อน้ำมาฝังให้ไม่สำเร็จก็ต้องขุดถนน เพราะจำเป็นต้องนำน้ำเข้านาเพื่อให้มีข้าวกินในปี

นั้น  นี่คือผลกระทบที่เกิดจากการไม่เข้าใจใน[1]ระบบการผลิต[1]ของชาวบ้าน

                ศาลาประชาคมหรือศาลากลางบ้านหลายแห่งชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ในการประชุม

หรือในการประกอบพิธีการบางอย่าง  แต่บางแห่งก็ไม่ได้ใช้ นานเข้ากลายเป็น

ลานฟาดข้าว(นวดข้าว) ของชาวบ้านไปเลยก็มี  ศูนย์เด็กเล็กบางแห่งไม่มีใครการดูแล

รักษาก็กลายเป็นอนุสาวรีย์ของการพัฒนาไป  นานเข้าชาวบ้านก็มาถอดไม้ถอดหลังคาไป

ซ่อมบ้านตัวเองกันทีละชิ้นสองชิ้นจนหมด  นี่คือผลกระทบจากการไม่เข้าใจใน[1]ระบบ

ความสัมพันธ์[1]ของชาวบ้าน

                ฝายหรือเครื่องสูบน้ำอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านที่มีที่นาอยู่ใกล้ ๆ สถานที่นั้นได้

ทำนาก่อนคนอื่น และอาจทำให้อีกหลายคนน้ำไม่พอไปเลย ก็ก่อปัญหาได้  นี่เพราะไม่เข้า

ใจ[1]โครงสร้างทางอำนาจ[1]ของชุมชน  ที่คนมีอำนาจมากกว่าอาจใช้อำนาจดึงเอาทรัพยากร

จากภายนอกที่เข้าไปอย่างไม่เข้าใจไปเป็นประโยชน์แก่ตนและญาติมิตรของตนก่อน

 

                ที่กล่าวมานี้เป็นประเภทการพัฒนาแบบเข้าไปทำเสร็จแล้วก็ออกมา  ที่เข้าไปเกาะ

ติดทำโครงการพัฒนายาว ๆ เช่นการส่งเสริมการเกษตร หรือส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้

ต่าง ๆ ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และที่ล้มเหลว

                ตัวอย่างจริงที่เคยเกิดขึ้น  คือเกษตรตำบลคนหนึ่งพบว่าดินในพื้นที่แห่งหนึ่งเหมาะแก่

การปลูกหัวหอมมาก  จึงส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก ชาวบ้านในตอนแรกยังไม่เชื่อ ก็ใช้วิธีทำ

"แปลงสาธิต" เข้าไป จนเริ่มมีชาวบ้านทำตาม พอมีคนประสบความสำเร็จ ชาวบ้านก็ตาม

กันใหญ่  แต่ปรากฏว่าถึงตอนนั้นราคาหอมตกฮวบฮาบเพราะผลิตกันออกมามากเกินไป  นัก

การเกษตรแก้ปัญหาให้ชาวบ้านไม่ได้  เพราะตัวเองไม่เก่งเรื่องการตลาด

                ซ้ำร้ายก็คือ หลังจากที่เกษตรตำบลคนนั้นย้ายออกไปแล้ว มีนักพัฒนาองค์กรเอกชน

เข้าไปทำงานในพื้นที่นั้น พยายามชักชวนชาวบ้านปลูกพืชประเภทหอมอีก เพราะไม่รู้เมื่อ

เห็นชาวบ้านเฉย ๆ ก็ทำแปลงสาธิตขึ้นมา ปรากฏว่าหอมออกมางามมาก แต่นำไปขายแล้ว

ไม่คุ้มทุน  จึงเข้าใจ และเศร้าใจในภายหลังเมื่อมีชาวบ้านมาบอกว่า "ผมไม่ได้บอกตั้งแต่

แรก เพราะเห็นว่าเป็นอาจารย์ และอยากให้ลองทำดู" [ดูสุรเชษฐ พิริยาภรณ์, 25 คำถาม

บนห้วเลี้ยวหัวต่อของงานพัฒนา, สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา 2527]

                "การเพิกเฉย" ที่เคยถูกมองว่าเป็นการว่านอนสอนง่าย  เป็นการยอมตาม

(passive) ของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านในภาคอีสานนั้น ได้รับการตีความใหม่ว่าคือ

การตอบโต้ชนิดหนึ่ง  และก็เป็นตอบโต้ที่ชาวบ้านเองปลอดภัยที่สุด  ขณะเดียวกันก็เป็น

อาวุธที่ร้ายกาจของชาวบ้านด้วย  โดยที่ชาวบ้านอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามหาตมะคานธีใช้

"การไม่ร่วมมือ" (non-cooperation) เป็นอาวุธต่อสู้กับอังกฤษจนได้รับเอกราชมาแล้ว

[ดู Scott, Jame C. The Moral Economy of the Peasant, Rebellion and

Subsistance in the Southeast Asia.  London: Yale University Press, 1976]

                การพัฒนาเกษตรแผนใหม่ที่เน้นการปลูกเพื่อขายทำให้ชาวบ้านเป็น

หนี้เป็นสินกันมาก  เพราะราคาผลผลิตตกต่ำ ราคาดีหนึ่งปีแล้วตกไปสามปี เป็นเช่นนี้ต่อ

เนื่องมาตลอด  ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิต(ปุ๋ย น้ำมัน สารเคมีปราบศัตรูพืช)ก็ขึ้นราคา

อย่างต่อเนื่อง  ทำให้ชาวบ้านเกี่ยวข้าวเสร็จ ขายผลผลิตใช้หนี้แล้วเหลือไม่พอกิน  แม้

กระทั่งคนที่ทำนาก็เหลือข้าวกินไม่ชนปี(มีข้าวเหลือไม่พอกินไปถึงฤดูเก็บเกี่ยวหน้า) บางคน

พอเริ่มฤดูทำนาครั้งใหม่ก็เริ่มขาดแคลนข้าวแล้ว ตอนแรก ๆ ก็สามารถขอหรือหยิบยืมญาติพี่

น้องที่พอมีมากินไปก่อน แต่พอทุกคนต่างก็ไม่พอกินขึ้นมา  ก็ต้องพากันไปกู้ข้าวพ่อค้ามากิน

ก่อน โดยเอาข้าวที่ปักดำไว้ยังไม่ทันตั้งท้องออกรวง หรือออกรวงพอเขียว ๆ ไปค้ำประกัน

หรือขายล่วงหน้า ที่เรียกกันว่า "ขายข้าวเขียว"  การขายข้าวเขียวเป็นตัวชี้

ว่าชาวบ้านเริ่มแย่กันทั้งชุมชนแล้ว ไม่ใช่เพียงไม่กี่คน อย่าว่าแต่พึ่งตัวเองในระดับครอบ

ครัวเลย การพึ่งกันเองในระดับชุมชนก็กระทบกระเทือนไปด้วย และดอกเบี้ยที่กู้กันในชนบท

นี้ก็แพงชนิดที่ทุกคนที่ได้รับรู้ครั้งแรกต้องตกใจ คือร้อยละร้อย หรือร้อยละสองร้อย ต่อปีที

เดียว ตัวอย่างเช่นกู้ข้าวเปลือกไปตำกินหรือสีกินระหว่างปักดำ 1 ถัง อีกครึ่งปีต่อมา

เกี่ยวข้าวเสร็จแล้วต้องใช้คืนถังครึ่งหรือสองถังก็มี  ชาวบ้านเรียกระบบดอกเบี้ยนี้ว่า

"พี่สองน้องหนึ่ง" คือยืมไปหนึ่งต้องคืนสอง  ยิ่งหากเป็นชาวบ้านในเขตที่ไม่มีที่ดินทำกินและ

ต้องเช่าคนอื่นทำด้วยแล้วจะหนักหนาสาหัสมาก

                "ธนาคารข้าว" ที่เสนอเข้ามาในช่วงก่อนปี 2520 จึงได้รับการต้อนรับจากชาวบ้าน

ทั่วไป เพราะแก้ปัญหาได้[1]ระดับหนึ่ง[1] ในเรื่องการขาดแคลนข้าวในฤดูกาลผลิต  สามารถยืม

ข้าวจากธนาคารข้าวในหมู่บ้านไปกินได้ก่อน ดอกเบี้ยก็ถูก แถมดอกที่คืนกลับสู่ธนาคารข้าวก็

ยังอยู่เป็นของสมาชิกไม่ได้ออกไปไหน  แต่วิธีการทำงานของผู้ที่เข้าไปสนับสนุนชาวบ้านใน

เรื่องนี้(หรือในกิจกรรมในทำนองธนาคาร ๆ ทั้งหลายนี้) ในบางครั้งก็สร้างปัญหาได้

เหมือนกัน  โดยเฉพาะองค์การพัฒนาเอกชนในช่วงนั้น(หรือแม้ปัจจุบันก็ยังอาจมี

บางองค์กรทำอยู่) คือ ไปตั้งกฏเกณฑ์ว่าจะต้องมีส่วนสมทบ จากชาวบ้านในอัตราส่วน

เท่านั้นเท่านี้ เช่น องค์กรจะซื้อข้าวมาใส่ยุ้งรวมของกลุ่มให้ 1,000 ถัง

แต่ผู้ที่เป็นสมาชิกต้องสมทบเพิ่มกันให้ได้อีกอย่างน้อย 200 ถัง รวมเป็น 1,200 ถัง และ

สมาชิกต้องช่วยกันลงแรงและสมทบทุนกันสร้างยุ้งกันเอง  ชาวบ้านบางแห่งที่ขาดแคลน

ขนาดหนักจริง ๆ ก็รับโครงการช่วยเหลือ(ที่ดี)นี้ไม่ได้  ในหมู่บ้านที่พอรับได้ก็มีสมาชิก

เฉพาะคนที่มีปัญญาหาข้าวมาสมทบและมีเงินซื้อตาปู ไม้ หรือสังกะสีมุงหลังคามาสมทบสร้าง

ยุ้ง  คนยากจนที่เดือดร้อนจริง ๆ จำนวนมากก็เลยถูกกีดกันออกจากงานพัฒนาไปโดยไม่ได้

ตั้งใจ  ฝ่ายองค์กรพัฒนาก็ดีใจว่าโครงการที่หน่วยงานตนทำเกิด "การมีส่วนร่วมของประชาชน"

                เรื่องเศร้าจากความไม่เข้าใจและความไม่ละเอียดอ่อนพอเมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของ

"คน"อื่น โดยเฉพาะคนอื่นที่เป็นชาวบ้านที่มีปัญหาแล้วไม่รู้จะพูดกับใคร

                อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มคลี่คลายนับแต่ประมาณปี2524 เป็นต้นมา

โดยปัจจัยสำคัญของการคลี่คลายอันหนึ่งก็คือ การที่องค์กรพัฒนาเอกชน

ส่วนใหญ่ใช้วิธีทำงานในพื้นที่เล็ก ๆ และมักมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำในหมู่บ้าน  ทำให้เกิดการ

เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ คุณค่า ประเพณี วิธีคิด วิธีการสัมพันธ์กันในชุมชนของชาวบ้าน

กล่าวโดยรวมก็คือการเข้าใจในวัฒนธรรมของชาวบ้านมากขึ้นนั่นเอง  ประกอบการทำงาน

ในพื้นที่เล็ก ๆ ที่ชาวบ้านมีปัญหาคล้ายคลึงกัน  การกำหนดนโยบายและวิธีการที่จะสนับสนุน

ชาวบ้าน จึงสามารถเป็นไปอย่างสอดคล้องได้มากกว่าในส่วนของรัฐที่กำหนดจากส่วนกลาง

แล้วให้ทุกแห่งทำ ทั้งที่ความหลากหลายของปัญหามีมาก ความต้องการของที่หนึ่งอาจไม่ใช่

ความต้องการของอีกที่หนึ่ง  เช่นหมู่บ้านทั้งภาคอาจไม่จำเป็นต้องมีโอ่งน้ำครบทุกหลังคาเรือน

                ธนาคารข้าวจึงค่อย ๆ เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นกองทุนข้าวบ้าง สหกรข้าวบ้าง(ที่แปล

ว่าหลายมือช่วยกัน ไม่ใช่"กรณ์") สหบาลข้าวบ้าง กองบุญข้าวบ้าง ได้ค่อย ๆ เข้ามาแทน

ที่ หรือแม้ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อแต่วิธีการก็เปลี่ยนไป  ซึ่งก็คือการประยุกต์วัฒนธรรมเพื่อการ

พัฒนาแบบหนึ่งดังจะได้กล่าวอย่างละเอียดในตอนต่อไป

                การวิเคราะห์ถึงผลกระทบของงานพัฒนาชนบทของภาคเอกชน เราอาจจะกล่าว

อย่างรวม ๆ ได้ว่า ในแง่ปริมาณแล้ว คงบอกได้ทันทีว่ามีน้อยเมื่อเทียบกับงานของรัฐและ

เมื่อคิดถึงประเทศไทยที่มีหมู่บ้านเกือบ 60,000 หมู่ในปัจจุบัน

                ผลกระทบสำคัญจึงน่าจะอยู่สิ่งต่อไปนี้

                หนึ่ง ความรู้ความเข้าใจที่มีต่อชุมชน บทเรียนและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สรุปขึ้นมา

จากการทำงาน ซึ่งอาจจะพัฒนาต่อไปเป็นแนวคิดในเชิงทฤษฎีการพัฒนาชุมชนต่อไป  จะมี

ผลทางอ้อม(indirect effect) ต่อแนวคิดการทำงานพัฒนาชุมชนโดยรวม

                สอง การทำให้ "ภูมิปัญญา" ของชาวบ้านได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคม รวมทั้ง

คุณค่าและประเพณีพื้นบ้านต่าง ๆ นอกจากนั้น ชาวบ้านที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้ หรือ

"ปราชญ์ชาวบ้าน" หลายคนได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรในการอบรมชาวบ้าน และแม้กระทั่ง

การอบรมข้าราชการของรัฐ เช่น พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อชาลี มาระแสง พ่อใหญ่ผาย

สร้อยสระกลาง  และบางคนเช่นผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ได้รับเชิญเข้าไปเป็นกรรมการใน

คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษานอกโรงเรียน

                สาม ผลกระทบในเชิงนโยบายการพัฒนาชนบทของรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าฝ่ายองค์กรพัฒนา

เอกชนจะยังไม่ได้พัฒนาตัวเองถึงขั้นสามารถเสนอทางออกต่าง ๆ ให้กับสังคมได้อย่างแจ่ม

ชัดทุกเรื่อง  แต่ในระยะ 3 - 4 ปีมานี้ หน่วยงานของรัฐหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจติด

ตาม ศึกษา ประสาน และถึงขั้นร่วมงานกับองค์การพัฒนาเอกชน เพื่ออาศัยประสบการณ์

ขององค์การเอกชนเข้ามาเสริมในบางโครงการ เช่น โครงการพัฒนาหมู่บ้านในเขตปฏิรูป

ที่ดินจังหวัดนครนายก  ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปการ

เกษตรและพัฒนาชนบท(สปก.) กับโครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท ซึ่งเป็น

โครงการพัฒนาเอกชน   หรือโครงการบัณฑิตคืนถิ่น ที่วิทยาลัยครูนครราชสีมา

กับสถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน ร่วมกันจัดทำหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนการสอนวิชา

พัฒนาชุมชนของวิทยาลัยแห่งนั้นใหม่

 

๗. ความหมายของวัฒนธรรมกับการพัฒนา

 

                พระยาอนุมานราชธน ผู้เป็นปราชญ์ทางด้านวัฒนธรรมคนหนึ่งของไทย ที่มีความเข้า

ใจอย่างลึกซึ้งต่อทั้งวัฒนธรรมบ้าน(พื้นบ้าน)และวัฒนธรรมเมือง  ให้ความเห็นไว้

ว่าวัฒนธรรมจะเปลี่ยนไปเป็นความเจริญ อยู่ที่คนในสังคมมีปัญญาความสามารถรู้จักริเริ่ม

ด้วยการค้นพบสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ยังเร้นอยู่  และด้วยการประดิษฐ์เสริมสร้างสิ่งใหม่บน

รากฐานสิ่งเก่า เพื่อรักษาเสถียรภาพและบุคลิกลักษณะสังคมของตนไว้  การเปลี่ยนแปลง

ไปข้างหน้าเท่านั้นที่จะทำให้วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งมีเสถียรภาพ เปรียบเสมือนลูก

ข่างที่ต้องหมุนอยู่ตลอดเวลาจึงจะยืนอยู่ได้  เช่นนี้เองจึงเรียกว่าวัฒนธรรมมี

พลวัต(dynamic)  และในการเคลื่อนที่ไปนั้นหากไม่มีการสลัดของเก่าที่ไม่สอดคล้องแล้ว

ทิ้งเสียบ้าง พร้อมกับต่อเติมเสริมแต่งสิ่งใหม่เข้าไป  ก็จะทำให้วัฒนธรรมเกิดอาการ

ล้า(cultural lag) และค่อยเสื่อมไป จนในที่สุดก็จะสลัดทิ้งวัฒนธรรมของตนเสีย แล้ว

รับเอาวัฒนธรรมอื่นเข้ามาแทนที่เป็นของตน  อันจะเป็นผลให้สังคมนั้นต้องสูญเสีย

บุคลิกลัษณะของตนไปในที่สุด [เสฐียรโกเศศ, วัฒนธรรมเบื้องต้น, ราชบัณฑิตยสถาน 2524

หน้า 61-63]

                เมื่อต้นปี 2532  สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย สถาบันพัฒนาชนบท

มูลนิธิหมู่บ้าน และมูลนิธิฟริดริช เนามัน ได้ร่วมกันจัดสัมมนาในหัวข้อ วัฒนธรรมกับการ

พัฒนาขึ้น และได้เชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทโดยตรง

ท่านหนึ่งมาเสนอประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าว  ท่านเล่าอย่างภูมิใจที่ได้ใช้ความเชื่อ

เรื่องผีปู่ตาของชาวบ้านมาทำให้ชาวบ้านยอมให้ทางราชการตัดถนนผ่านป่าปู่ตาได้ โดยการ

เข้าทรงผีปู่ตาปลอม ๆ ขึ้น (แต่ชาวบ้านเชื่อจริง)  คำถามก็คือว่า นี่คือความหมาย

ของวัฒนธรรมกับงานพัฒนาหรือไม่

                พิจารณาโดยใช้หลักการทางวัฒนธรรมนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว ก็ตอบได้ว่า นี่เป็นเพียงการ

ใช้วัฒนธรรมของชาวบ้านมาเป็น "เครื่องมือ" เพื่อให้บรรลุผลบางอย่างบางประการ

ของ"คนนอก"วัฒนธรรมนี้เท่านั้น  หาใช่การประยุกต์หรือประดิษฐ์เสริมสร้างสิ่งใหม่บน

รากฐานเก่าอันจะนำไปสู่ความเจริญงอกงามใด ๆ ไม่  ผู้รู้และเข้าใจในเรื่องนี้ยังจะมอง

ว่า นอกจากไม่ใช่การประยุกต์ที่สร้างสรรค์ที่ควรค่าแห่งการสรรเสริญใด ๆ แล้ว การทำ

เช่นนี้ยังเข้าข่ายการใช้ "เล่ห์เพทุบาย" โดยอาศัยความเชื่อที่บริสุทธิ์ของชาวบ้าน เพื่อ

บรรลุผลของตนด้วย

                วัฒนธรรมคือความเจริญงอกงามของหมู่ชน   การพัฒนาก็เป็นการทำให้ดีขึ้น เจริญ

งอกงามขึ้นเช่นกัน  ดังนั้น การพัฒนาวัฒนธรรมโดยใช้ปัญญา ด้วยการค้นพบสิ่งที่มีอยู่

แล้ว ฟื้นฟู  ประยุกต์ และประดิษฐ์เสริมสร้างสิ่งใหม่ บนรากฐานสิ่งเก่าที่ค้นพบนั้นจึงเป็น

การพัฒนาในตัวของมันเอง  หรือพูดอีกนัยหนึ่ง การพัฒนาวัฒนาวัฒนธรรม ในตัวของมันเองก็

คือการพัฒนานั่นเอง    และที่สำคัญอีกอย่างที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ   ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของ

วัฒนธรรมนั้นควรเป็นตัวหลักในการพัฒนา

                อย่างไรก็ตาม การพัฒนาวัฒนธรรมมิใช่การนำเอาวัฒนธรรมที่เห็นได้จับต้องได้มา

ฟื้นฟูและชุบชีวิตขึ้นใหม่อย่างฉาบฉวย เช่นเห็นว่าการลงแขกดีก็เรียกร้องให้ชาวบ้านมาลง

แขกกัน โดยมิได้พินิจพิจารณาสภาพแวดล้อมทางการผลิตใหม่ของท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เปลี่ยน

แปลงไปไม่สม่ำเสมอกัน  ท้องถิ่นที่ระบบการผลิตเปลี่ยนไปเป็นการผลิตแบบกึ่งยังชีพ หรือ

เพื่อขาย การลงแขกต้องได้รับการประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็น

จริงของที่นั้น ๆ ก่อนจึงจะสามารถนำคุณค่าของความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นมาใช้ได้

                หากพิจารณาให้ดี เราจะเห็นชาวบ้านในที่ต่าง ๆ ได้ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้วอย่าง

เงียบ ๆ เช่น ในหลายพื้นที่ประเพณีการลงแขก(แบบคลาสสิกเดิม)เพื่อการดำนาหรือเกี่ยว

ข้าวไม่สอดคล้องกับระบบการปลูกเพื่อขายที่ใช้ที่ดินจำนวนมาก  และที่สำคัญคือข้าวนั้นเอา

ไปขาย ซึ่งคนได้เงินก็ควรจะแบ่งให้กับผู้มาลงแรงด้วย  ไม่ใช่แต่ก่อนที่ปลูกเพื่อกิน ถ้า

ครอบครัวหนึ่งดำนาไม่ทันฤดูกาลแล้วจะอดข้าวทั้งปี จึงต้องช่วยกัน ครอบครัวนั้นอาจจะจัด

ข้าวปลาอาหารเลี้ยง ในบางครั้งถ้าครอบครัวนั้นไม่มีจริง ๆ ผู้มาช่วยก็เอาข้าวมากินเอง

ด้วย  การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในท้องที่ที่ชาวบ้านขาดแคลนทุนที่เป็นตัวเงิน  โดยชาว

บ้านที่เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรม  ได้ประยุกต์ประเพณีการลงแขกขึ้นเป็นประเพณี

แลกเปลี่ยนแรงงานแบบมีเงื่อนไขขึ้นมา  เช่นในการเกี่ยวข้าวของครอบครัวนาย ก. ถ้า

สมาชิกครอบครัวนาย ข.มาช่วยหนึ่งคน  นาย ก.ก็จดจำไว้  สมาชิกของครอบครัวนาย

ค.มาสองคน  นาย ง. และนายอื่น ๆ มากี่คน มาช่วยอยู่กี่วัน ก็จดจำไว้ คล้ายบัญชีแรง

งาน  พอของนาย ก.เสร็จ เช่นใช้เวลา 2 วัน ก็เคลื่อนไปเกี่ยวในนานาย ข.ต่อ คราว

นี้นาย ก.มีพันธะที่ต้องไปช่วย ถ้านาย ข.ทำนาน้อยกว่า  สามารถเกี่ยวเสร็จในวันเดียว

สมาชิกจากครอบครัวนาย ก.ก็ต้องไปช่วย 2 คน  อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมานี้

เป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดกันขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ  หากมีปัญหาก็อะลุ่มอล่วยกันได้  ต่างจาก

ระบบการจ้างแรงงาน ซึ่งตกลงกันว่าจะให้วันละเท่าไรก็ต้องให้เท่านั้น ถ้าไม่ให้เรื่องก็จะ

ยาวกว่า

                การค้นพบ "มิติทางวัฒนธรรมในงานพัฒนา" ของวงการพัฒนาชนบท เป็นการค้นพบที่

สำคัญยิ่ง ทั้งในส่วนของชาวบ้านเองและในส่วนของคนนอกที่เข้าไปเกี่ยวข้อง  หลังจากที่ได้

ค้นพบว่ามิติตังกล่าวสามารถเป็นพลังสำคัญของการพัฒนาแล้ว  ได้เกิดการค้นหานักฟื้นฟู นัก

ประยุกต์ และประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน มาช่วยกันฟื้นฟู ประยุกต์ และเสริมสร้าง

สิ่งใหม่บนรากฐานเดิม เพื่อรักษาเสถียรภาพของชุมชนให้ดำรงอยู่ได้อย่างสมสมัย  นัก

ประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรมเหล่านี้มีชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า "ปราชญ์ชาวบ้าน"  และสติ

ปัญญาที่นำใช้ในการสร้างสรรค์นี้เรียกว่า "ภูมิปัญญาชาวบ้าน"

                การทำงานพัฒนาชนบทโดยคำนึงและอาศัยมิติทางวัฒนธรรมของชุมชนตามแนวความ

คิดนี้ จึงไม่ใช่ การหวนคืนสู่วันวานครั้งที่ยังหวานอยู่ในอดีต[1] แต่เป็น การกลับไปสู่ราก

เหง้าของตนเอง เพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นใจว่าจะไม่สูญเสียเอกลักษณ์หรือความ

เป็นตัวของตัวเองไปบนเส้นทางการพัฒนา [ดูเสรี พงศ์พิศ, ในวัฒนธรรม อะไร ทำไม

อย่างไร ในคืนสู่รากเหง้า, สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529]

                นอกจากนั้น คุณค่าของวัฒนธรรมพื้นบ้าน ไม่ใช่อยู่ที่เพราะเป็นการปฏิบัติต่อเนื่องกัน

มาเท่านั้น แต่อยู่ที่คุณค่าทางด้านจิตใจ ด้านความรู้สึก ด้านที่เราเรียกว่า พลังศีลธรรม

วัฒนธรรมพื้นบ้านมีค่าทางศีลธรรม  มีค่าทางจิตวิญญาณสำหรับคนไทย เพราะเป็นคุณค่าทาง

จิตใจที่กระทบส่วนที่ลึกที่สุดของความรู้สึก สิ่งนี้จะนำไปสู่เอกลักษณ์และการรวมกลุ่ม ซึ่งมีผล

ต่อการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศโดย

รวมด้วย [ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, แนวคิดเรื่องการศึกษาประเพณีและวัฒนธรรม ในทิศทาง

หมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531 หน้า 19]

                นักพัฒนาวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในระดับสากลผู้หนึ่ง ให้ข้อคิดสำหรับคนภายนอก ใน

การทำความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาว่า คือ การเข้าไปยืนอยู่บนพิ้นฐานของชาว

บ้าน แล้วมองว่าชีวิตที่น่าจะสมบูรณ์ทั้งหมดคืออะไร  การพัฒนาต้องเริ่มต้นจากจุดนี้

เพราะชีวิตคนแต่ละคน ไม่สามารถแยกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้ ตีหัวก็ต้องกระทบตัว ตีเท้าก็

ไปกระทบหัว  แต่ตัว "คุณค่า" เป็นตัวแยกให้เห็นความแตกต่าง  ในทุกเรื่องที่เกี่ยว

ข้องกับคนและสังคมมีเรื่องของคุณค่าแฝงอยู่ แม้แต่ในเรื่องเศรษฐกิจ  ระบบเศรษฐกิจ

ใด ๆ จะปราศจากคุณค่าไม่ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าระบบเศรษฐกิจก็คือคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังระบบ

เศรษฐกิจนั้น [ฟิลิปป์ ฟองเชทท์, การตีความ "วัฒนธรรม", สังคมพัฒนา ฉบับที่ 4/2529

หน้า 23-29]

                การพัฒนาที่มองส่วนทั้งหมด(บางคนเรียกว่ามองแบบองค์รวม) ไม่แยกส่วนตามความ

หมายนี้ ก็คือ ในกิจการใด ๆ ก็ตาม เราต้องไม่พิจารณาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งของชีวิต

แต่พิจารณาอย่างมองเห็นถึงความสัมพันธ์ของด้านนั้นกับด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะในด้านของ

"คุณค่า" ที่แฝงอยู่ในทุกตัวคน และแม้แต่ในระบบต่าง ๆ ภายนอกตัวคน เช่นในระบบ

เศรษฐกิจ ก็มีคุณค่าของแข่งขัน(เศรษฐกิจสินค้า)หรือร่วมมือ(เศรษฐกิจยังชีพ), ตัวใครตัว

มัน(สินค้า)หรือรวมหมู่(ยังชีพ) ดังที่ยกตัวอย่างไปบ้างแล้ว เช่นในเรื่องการลงแขก

                ขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบเรื่องของระบบหรือแบบแผนการรักษาโรค ตามโรง

พยาบาล แพทย์สมัยใหม่ที่ไม่เข้าใจว่าชีวิตเป็นองค์รวมของร่างกายกับระบบคุณค่าต่าง ๆ

ก็จะถามอาการของผู้ป่วย (โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นชาวบ้าน) สองสามคำ ใช้เวลาตรวจอีก

เล็กน้อย  แล้วเขียนขยุกขยิกที่ผู้ป่วยก็มองไม่ออกว่าที่หมอเขียนเกี่ยวกับตัวเขานั้นมันอะไร

แพทย์จึงมุ่งแต่รักษาโรค ลืมเรื่องการรักษาคนซึ่งมีด้านที่เป็นคุณค่าอยู่ด้วย ลืมคิดไปว่าการ

รักษาโรคต้องทำไปพร้อมกับการรักษาคน  อีกทั้งยังมีโรคจำนวนมากที่ร่างกายเรารักษาตัว

เองได้อยู่แล้ว เพียงแต่อย่าเสียขวัญเสียกำลังใจซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงอีก

                การมาพบแพทย์ของชาวบ้านจากหมู่บ้านชนบทไทย จะพบเสมอว่า

เขาผ่านวิธีการและพิธีกรรมตามแบบของเขามาแล้วเกือบทั้งนั้น

เพราะข้อสันนิษฐานแรกของการเจ็บป่วยของชาวบ้าน คือ เขาได้ทำผิดต่อผีใดผีหนึ่งหรือ

เปล่า ได้ทำผิดต่อผีเชื้อ ผีเสื้อบ้าน ผีนา ผีตาแฮก อย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า  ซึ่ง

แน่นอนว่าหากไปหาหมอส่อง หมอจ้ำ หมอธรรม เขาจะพบว่าเขาต้องทำผิดต่อผีใดผีหนึ่งแน่

และต้องแก้ตามคำแนะนำของหมอที่มีหน้าที่ดูแลรักษาชาวบ้านทางด้านขวัญด้านกำลัง

ใจ  หากยังไม่หายก็ต้องอาศัยหมอสมุนไพร หมอรากไม้  ซึ่งหมอพื้นบ้านเหล่านั้นก็

ใช่ว่าจะเอาแต่ยารากไม้เข้าไปสู้กับโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น (การสู้โรคภัยไข้เจ็บในที่นี้ก็ไม่

ได้หมายถึงการไปสู้กับเชื้อโรคตามระบบความเชื่อเกี่ยวกับสมมุติฐานของวิชาแพทย์สมัยใหม่

ด้วย  แต่เป็นการไปปรับธาตุต่าง ๆ ในร่างกายให้กลับคืนสู่สมดุลย์) เขามี "พิธีกรรม"

ในการรักษา  ในหลาย ๆ ครั้ง เพียงจุดธูปจุดเทียนขึ้นมา ยกมือขึ้นบริกรรมคาถากำกับยา

ยังไม่ทันกรอกยาเข้าปาก ร่างกายของคนไข้ก็ร้อนผ่าว ขนลุก มีพลังขึ้นมาแล้ว

จากที่นอนซมอยู่หลายวันก็สามารถลุกขึ้นนั่งได้  หมอพื้นบ้านจึงรักษาคนไปพร้อมกับการรักษา

โรค ให้คุณค่ากับความเชื่อที่แฝงอยู่ในตัวคน  พลังทางวัฒนธรรมจึงเป็นพลังที่ไม่เพียงรักษา

โรค แต่เป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตคน  หลังจากรักษากันเองไม่หายแล้วจึงนำส่งโรงพยาบาล

โดยมีการอัญเชิญผีอัญเชิญเทวดาทั้งหลายคุ้มครองไปด้วย[ดูโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, คืน

สุขภาพแก่ประชาชน ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

 

          (แผนภาพแสดงกระบวนการในการรักษาโรคของชาวบ้านชนบท)

 

                การที่ในปัจจุบันนี้ วงการแพทย์สมัยใหม่ให้ความสนใจกับการใช้สมุนไพรมากขึ้น

เพราะยาสมัยใหม่มีผลข้างเคียงมาก และเพราะเห็นว่าสมุนไพรให้ผลในการรักษาโรค

หลายชนิดได้เหมือนกัน จึงมีการวิจัยเกิดขึ้นมากมาย แต่ในทีสุดก็เป็นการวิจัย "ตัวยา"

เช่นเดียวกับที่เคยวิจัย "เชื้อโรค" อีก  เพราะทัศนะแบบแยกส่วนที่ติดมานั่นเอง  การรับ

เอามรดกทางปัญญาของพื้นบ้านไปจึงรับเอาไปแต่ส่วนที่เป็นวัตถุ หาได้มีส่วนที่เป็นคุณค่าติด

ตามไปไม่  หลายครั้งยังปรากฏว่าสิ่งที่ชาวบ้านใช้กันในชีวิตประจำวัน ได้กลาย

เป็น"การค้นพบทางวิทยาศาสตร์"ไป เช่น กรณีเปลือกมังคุดใช้ห้ามเลือดได้[ดูยงยุทธ

ตรีนุชกร, กลุ่มฟื้นฟูสมุนไพรไทยอีสาน ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

                การสนใจสมุนไพรแบบด้านเดียว คือสนใจว่าจะมีตัวยาอะไรอยู่ ก็ใช่ว่าวิจัยแล้วจะ

พบตัวยาทุกครั้ง แต่รู้ว่าชาวบ้านใช้อย่างนี้แล้วได้ผล อาจเป็นเพราะตัวยานั้น

ยังอยู่เหนือความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  ฝ่ายชาวบ้านเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ

ว่าจะมีตัวยาชื่ออะไร เขาให้ความสำคัญกับกระบวนการ(พิธีกรรม)การรักษา และผลของ

การรักษามากกว่า  เช่นเดียวกับเรื่องของการฝังเข็มซึ่งเกิดจากรากฐานทาง

ทฤษฎีหยินหยาง(ความสมดุล) ที่แพทย์สมัยใหม่พยายามเอาทฤษฎีแพทย์ซึ่งเกิดจากรากฐาน

ทางวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่งเข้าไปอธิบาย

                อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าสิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมของชาวบ้านจะ "ดี" ไปเสียทุกอย่าง

และสิ่งที่มีอยู่ในวัฒนธรรมสมัยใหม่จะ "เลว" ไปเสียหมดทุกอย่าง   การคิดอย่าง

สุดโต่งเช่นนั้นไม่ถูกต้อง  ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเราไม่อาจนำเอาเกณฑ์ของฝ่ายหนึ่งไปวัดไป

ตัดสินอีกฝ่ายหนึ่ง  และที่สำคัญคือต้องเข้าไปมองมาจาก "ข้างใน" คือใช้เกณฑ์ของสังคม

นั้น ๆ เองเป็นเกณฑ์

                ในแต่ละสังคมอาจไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง แต่มนุษย์ก็มีความหวัง  ความหวังนี้

เองทำให้คนมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย  มีภาพวาดเกี่ยวกับสังคมในอุดมคติ เช่น

สังคมยูโธเปีย  สังคมพระศรีอารย์  หรืออาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นสังคมที่

สมบูรณ์และมนุษย์ก็หวังจะไปให้ถึงสังคมในอุดมคติของหมู่ตน  แต่มนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องไป

ให้ถึง บางยุคบางสมัย เข้าไปได้ใกล้หน่อยก็ดีแล้ว บางยุคบางสมัยก็ถอยห่างออกมา

(เช่นสังคมไทยในยุคปัจจุบัน) มนุษย์ควรมีความหวังเกี่ยวกับสังคมในอุดมคติ  และศาสนา

ทำหน้าที่เป็นผู้วาดภาพสังคมในอุดมคติให้มนุษย์ ทั้งสังคมในอุดมคติของโลกนี้ และโลกหน้า

                การทำงานในแนววัฒนธรรมจึงต้องอาศัยการ เปิดใจให้กว้าง  สำหรับผู้ที่เชื่อและ

เลื่อมใสในวิทยาศาสตร์มาก ๆ ไม่ควรด่วนสรุปความเชื่อของชาวบ้านที่เชื่อและเลื่อมใสใน

ระบบความเชื่ออื่น ที่แตกต่างไปจากตน ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อแบบผี(แบบชุมชนเดิม)

แบบไสยศาสตร์(แบบที่มีอิทธิพลของพราหมณ์แทรก) แบบศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือแบบ

อื่น ๆ ที่แตกต่างไปจากตนว่าเป็นเรื่องเหลวไหลงมงาย  เพราะผู้ใดก็ตามที่รู้สึกว่าผู้อื่นงมงาย

ในเรื่องใด ย่อมแสดงว่าผู้นั้นกำลังงมงายในอีกเรื่องหนึ่งอยู่เช่นกัน  เฉกเช่นผู้ที่เรียก

ร้องให้ใครคนหนึ่งเคารพตน ก็แสดงว่าเขากำลังไม่เคารพในคนผู้นั้นอยู่เช่นกัน  ดังนั้น

ในขณะที่คนหนึ่งเห็นว่าอีกคนหนึ่งงมงายในความเชื่อแบบผี  ก็แสดงว่าเขาเองก็อาจกำลัง

งมงายในความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์อยู่เช่นกัน  หากเราเชื่อในหลักอนิจจังแล้วก็จะต้อง

ยอมรับว่าวิทยาศาสตร์คงไม่ใช่ศาสตร์สุดท้ายของมนุษย์ ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่

และดับไป  คงจะมีศาสตร์อย่างอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่าวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมาอีก  และก็ต้องมีที่ให้

สำหรับศาสตร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไสยศาสตร์ ศาสนา และความเชื่ออื่น ๆ ที่มีมาก่อน

เสมอ  ตราบเท่าที่ธรรมชาติเกี่ยวกับจักรวาล โลก และชีวิต ยังไม่มีใครอธิบายได้ทั้งหมด

แม้จะอาศัยศาสตร์ที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์ก็อธิบายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

 

                องค์การสหประชาชาติเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม (UNESCO)  มี

ความคิดที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนา คือเห็นว่าการพัฒนาแบบเดิม

เป็นลักษณะจากข้างนอก ที่คนนอกเอาเกณฑ์ของตนไปวัด  และได้บอกว่าการพัฒนาที่ถูกต้อง

ต้องมีลักษณะเริ่มจากภายใน ประยุกต์และประดิษฐ์คิดค้นไปจากภายในวัฒนธรรมแต่ละแห่ง

เอง จากความเข้าใจนี้ทำให้ยูเนสโกประกาศทศวรรษวัฒนธรรมแห่งการพัฒนา

(2531-2540) ขึ้น [ดูสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม แห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ,

แนวปฏิบัติสำหรับทศวรรษโลกเพื่อการพัฒนาวัฒนธรรม, 2531]

                แต่สำหรับชาวชนบทแล้ว ในภาวะที่วัฒนธรรมบางอย่างของสังคมสมัย

ใหม่ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมภายนอก เช่น วัฒนธรรมการบริโภค กำลังรุกเร้าเข้ามาอย่าง

รุนแรงนี้ เราอาจไม่มีเวลาพอที่จะพัฒนาวัฒนธรรมอันอื่นทัน  เรามีวัฒนธรรมพื้นบ้าน

ซึ่งเป็นวัฒนธรรมภายในที่ดีงามของเราอยู่แล้ว  เราน่าที่จะสามารถฟื้นฟูและปรับปรุงให้อยู่

ในรูปแบบที่เหมาะสม วัฒนธรรมพื้นบ้านทั้งสอดคล้องกับการพัฒนาแบบพึ่งตัวเอง และเป็น

เกราะป้องกันการครอบงำของวัฒนธรรมบริโภคสมัยใหม่[ฉัตรทิพย์, แนวคิดเรื่องการศึกษา

ประเพณีและวัฒนธรรม, ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

 

๘. การพัฒนาวัฒนธรรมในงานพัฒนาชนบท

                วัฒนธรรมมีทั้ง ส่วนที่มองเห็น (วัฒนธรรมที่เป็นองค์วัตถุ) และ ส่วนที่มองไม่เห็น

(วัฒนธรรมที่เป็นองค์ความเชื่อหรือคุณค่า)  ส่วนที่มองเห็นก็เช่นการแต่งตัว การแสดง การ

ฟ้อนรำทำเพลง เครื่องถ้วยโถโอชาม เครื่องเย็บปักถักทอ การวาดเขียน สถาปัตยกรรม

พิธีกรรม และพิธีการ ตลอดจนรูปแบบของการทำมาหากิน และการร่วมมือกันต่าง ๆ

ส่วนที่มองไม่เห็นก็คือเรื่องที่คนคิดอย่างไรกับธรรมชาติ กับสังคม และกับตัวเอง ซึ่งเรียก

ว่า "คุณค่า" และตัวคุณค่านี้เองเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคม (ดูแผนภาพ)


           แผนภาพแสดงวัฒนธรรมส่วนที่มองเห็นและส่วนที่มองไม่เห็น

 

 

วัฒนธรรมส่วนที่มองไม่เห็น

 

ศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ

 

ความเชื่อ

 

 

------------------------------------------------------

 

 

การทำมา               การอยู่ร่วม

หากิน                      สัมพันธ์กัน

การทำนา                                      การแต่งงาน

การปั้นหม้อ การทอผ้า ฯลฯ                                    การตัดสินความขัดแย้ง ฯลฯ

 

วัฒนธรรมส่วนที่มองเห็น

 

 

                ที่ผ่านมาการพูดถึงการอนุรักษ์หรือพัฒนาวัฒนธรรม  เรามักหมายถึงและทำได้แต่ในระดับ

ของสิ่งที่จับต้องได้ เพราะทำได้ง่ายกว่าการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมในส่วนที่เป็นคุณค่าที่

จับต้องไม่ได้

                การอนุรักษ์วัฒนธรรมที่เป็นองค์วัตถุ ที่จับต้องได้นั้น บ่อยครั้งเป็นการทำ

ให้วัฒนธรรมหยุดนิ่ง เหมือนการนำสัตว์มาสตั๊ฟไม่ให้เน่าเปื่อยไว้ดูเล่น โดยต้องทำ

ให้สัตว์นั้นตายเสียก่อน

                การนำวัฒนธรรมของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการฟ้อนรำทำเฟลง หรือเครื่องมือ

เครื่องใช้ก็ตาม ออกมาอนุรักษ์ข้างนอก ทำให้สิ่งเหล่านั้นสูญเสียบทบาทหน้าที่(function)

เดิมของมันไป  และวัฒนธรรมนั้นก็จะตายในที่สุด [ดู สุภางค์ จันทวานิช(แปล), บทบาท

ของวัฒนธรรมพื้นบ้านในสังคมสมัยใหม่ โดย Ivan Vitanyi และ Maria Sagi, ใน

เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องผลกระทบของการพัฒนาและปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมของ

ชาวบ้าน, โครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2527]

                ตัวอย่างเช่น การร้องรำทำเพลงของชาวบ้านที่มีหน้าที่ช่วยชาวบ้านให้ได้ผ่อนคลาย

จากการทำงานหนัก  หรือในการฉลองเทศกาลต่าง ๆ ชาวบ้านคงไม่นำเอาเต้นกำ

รำเคียวมาร้องเล่นกันในตอนดำนา เพราะเต้นกำรำเคียวถูกสร้างขึ้นมาให้มีหน้าที่รับใช้

เขาในช่วงเกี่ยวข้าว  แต่เมื่อเต้นกำรำเคียวถูกนำออกมานอกสังคมชนบทเพื่อให้คนนอก

บริโภค ความบันเทิงจากวัฒนธรรมพื้นบ้าน  เต้นกำรำเคียวจึงเหลือหน้าที่แค่ให้ความบันเทิง 

ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเวลา ไม่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่อไป  ดังจะเห็นได้ว่ามีการนำมาแสดงใน

ภัตตาคารใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ แทบทุกคืน

วัฒนธรรมนี้ถูกนำมาขายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้ชมพร้อมกับการรับประทานอาหาร 

เพราะคุณค่าสูงสุดที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็คือ การทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสินค้า

อย่าว่าแต่วัฒนธรรมพื้นบ้านจะถูกนำมาเป็นสินค้าได้ แม้กระทั่งคนและสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่น ๆ

ก็สามารถตีราคาออกมาเป็นเงินได้ เช่น เวลา โอกาส และข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ 

การที่คน ๆ หนึ่งรู้ว่าอีกคนหนึ่งมีความต้องการบางอย่าง และนำข่าวสารนี้ไปบอกผู้ที่มีสินค้า

หรือบริการที่จะสนองความต้องการได้  ก็เป็นอาชีพหนึ่งให้คนดำรงชีวิตอยู่ได้  ค่าสมนาคุณ

จากการขายสินค้าชนิดนี้เรียกว่า "ค่านายหน้า"

                นอกจากนี้ ในการพัฒนา ดัดแปลง หรือประยุกต์ท่าเต้นท่ารำต่าง ๆ โดยคนนอก

อาจไม่ได้คำนึงถึงรากฐานเดิมของการเกิดวัฒนธรรมนั้น ยิ่งพัฒนาไปจึงยิ่งห่างเจ้าของออก

ไปทุกที  ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประดิษฐ์ภายนอกนั้นมองเห็นความสวยความงามอย่างไร  ผู้ประยุกต์

อาจเห็นการกำมือยกขึ้นไปไม่สวย เปลี่ยนเป็นแบมือยกจะดูสวยกว่า ซึ่งชาวบ้านก็

คงรับเอาไปรำไม่ได้เพราะในการผลิตจริง ๆ ต้องกำข้าวไว้ในมือ

                เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ของชาวบ้านก็เช่นกัน ผ้านุ่งที่มีหน้าที่สำหรับให้คนนุ่ง อาจ

เปลี่ยนมาเป็นสำหรับติดผนังไว้ดูสวยงาม แต่นั่นก็ยังเป็นการแสดงถึงความชื่นชมและให้คุณ

ค่ากับศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน  อย่างเช่นที่บางคนถึงขนาดนำมาเข้ากรอบไม้สักอย่างดี  เช่น

เดียวกับรูปหนังตะลุงที่มักอยู่ในกรอบสวยงาม  ชาวบ้านหากมีโอกาสได้เห็นก็ยังภูมิใจที่มีคน

ให้คุณค่าของ ๆ เขา  แม้ว่าหน้าที่หลักของผ้าถุงจะไม่ใช่เพื่อประดับประดาไว้ดูความสวย

งาม(เป็น art object) แต่เพื่อให้คนนุ่งก็ตาม ซึ่งต่างกับการเอากระบุงใส่ข้าวของชาว

บ้านมาทำถังขยะตามสำนักงานของคนเมือง อย่างไม่รู้คุณค่า  ซึ่งกรณีหลังนี้ย่อมสดุด

ความรู้สึกของชาวบ้านที่ได้มาเห็นเป็นแน่ เพราะสำหรับชาวบ้าน ข้าวคือชีวิต

                ภาพชาวบ้านต่างจังหวัดที่มีโอกาสไปดูพิพิธภัณฑ์ นั่งพับเพียบลงกราบพระที่สำหรับคน

นอกวัฒนธรรมให้คุณค่าต่างไปแล้ว คือ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับกราบไหว้บูชา  จึงมีให้เห็น

อยู่[สัมภาษณ์ผ่อง เซ่งกิ่ง, อดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านอิสาน

ขอนแก่น 2530]  เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์งานเดือนสิบ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทำรูปพระธาตุย่อส่วนลงมาขนาดวางบนรถปิ๊คอั๊พได้ ทำสีคล้ายของจริง แห่ไปรอบเมืองเพื่อ

ประชาสัมพันธ์งาน เมื่อรถไปจอดที่ตลาด ปรากฏว่ามีชาวบ้านพากันไปเข้าไปกราบไหว้เช่น

กัน  นั่นเพราะผู้ออกแบบวิธีการประชาสัมพันธ์ไม่เข้าใจว่าคุณค่าของพระธาตุสำหรับชาว

บ้านนครศรีธรรมราชคืออะไร [สัมภาษณ์ปรีชา นุ่นสุข, ศูนย์วัฒนธรรมภาคใต้

วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช 2531]

                ประเทศฮังการี โดยสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติของเขา ได้ประยุกต์วัฒนธรรมพื้น

บ้านให้มีชีวิตชีวาและคงคุณค่าเดิมได้ต่อไปอย่างน่าสนใจ  เช่น การร้องรำทำเพลงแบบพื้น

บ้านดั้งเดิม ที่ไม่ใช่พวกหนึ่งแสดง พวกหนึ่งดู แต่ทุกคนเป็นทั้งผู้แสดงและผู้ดู (คล้ายรำวง

บ้านเรา) ได้ถูกนำมาประยุกต์ในโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยการนำเพลงพื้น

บ้านสำหรับเต้นรำกันมาเรียบเรียงดนตรีใหม่โดยยังคงทำนองและลีลาแบบพื้นบ้านเดิมไว้

เพียงแต่ปรับจังหวะให้ตื่นเต้นเร้าใจขึ้น แล้วนำมาเปิดให้นักเรียนมัธยมเต้นกันตอนเลิก

เรียน โดยทางโรงเรียนจัดสถานที่ให้  ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากนักเรียนมัธยม ซึ่ง

กำลังอยู่ในวัยรุ่นมาก มีนักเรียนเข้าร่วมแน่นขนัดทุกวัน โดยนักเรียนหญิงแต่งชุดวอร์ม(ชุดกีฬา)

แล้วนุ่งกระโปรงทับอีกชั้นหนึ่ง  นักเรียนชายก็แต่งชุดกีฬาธรรมดา  การประยุกต์ที่สมสมัย

และสมวัยผู้รับเช่นนี้  ทำให้วัฒนธรรมแบบดิสโก้เธคของสังคมสมัยใหม่ไม่สามารถเข้า

ไปสร้างกำไร และชักนำวัยรุ่นฮังกาเรียนไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรได้  เพราะการเล่นกัน

อยู่ในโรงเรียนหลังเลิกเรียนที่มีครูช่วยดูแลอยู่ ย่อมปลอดภัยกว่าการไปดิสโก้เธคตอนดึก ๆ

[ดู สุภางค์ จันทวานิช อ้างแล้ว]

                การประยุกต์วัฒนธรรมที่จับต้องได้จึงน่าจะเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ในบ้านเราที่มีมรดกทาง

วัตถุธรรมและนามธรรมที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาให้มากมาย  อีกทั้งเรายังสามารถรักษามา

ได้จนถึงปัจจุบัน

 

                การประยุกต์วัฒนธรรมที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้  ก็คือการประยุกต์ตัวคุณค่าที่แฝงเร้น

อยู่ภายใน ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจที่ละเอียดอ่อน  ต้องเกิดจากภูมิปัญญาของพื้นบ้านเอง

เป็นหลัก  แต่ก็มิได้หมายความว่าคนนอกจะไม่สามารถมีบทบาทร่วมได้ คนนอก เช่น

พระสงฆ์ก็ดี ครูบาอาจารย์ในท้องถิ่นก็ดี นักพัฒนาก็ดีสามารถร่วมในกระบวนการของ

การค้นหา ฟื้นฟู ประยุกต์ และประดิษฐ์คิดค้นวัฒนธรรมใหม่ ได้

                ขอยกตัวอย่าง การประยุกต์วัฒนธรรมทางความเชื่อที่มองไม่เห็นโดยการมี

ส่วนร่วมของคนนอก โดยใช้กรณีของนักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชนคนหนึ่ง ในเขตจังหวัด

พิจิตร [วิเศษ สุจินพรัหม, โครงการปฏิรูปการเกษตรและพัฒนาชนบท เขตพิจิตร, 2526]

สภาพการณ์ทางการผลิตของอำเภอที่นักพัฒนาคนนั้นทำงานอยู่ก็เป็นเช่นภาคกลางทั่วไป ที่

พัฒนามาถึงขั้นทำนาเพื่อขายเป็นหลักแล้ว  เขาได้สังเกตพบว่าแม้ระบบการผลิตจะเปลี่ยน

แต่ความเชื่อหลายอย่างยังคงอยู่  ขณะที่เขาเข้าไปนั้นภายในหมู่บ้านมีความขัดแย้งกันสูง

โดยเฉพาะในระหว่างพี่น้องท้องเดียวกันคู่หนึ่งที่ถึงขั้นชกต่อย และบางครั้งรุนแรงถึงขั้นใช้

อาวุธ มีครั้งหนึ่งพี่ชายถูกน้องชายชกกระเด็นไปโดนแม่ด้วย  สถานการณ์เช่นนั้น

ดำรงมาหลายปี และสร้างความตึงเครียดให้กับชุมชนพอสมควร เพราะต่างก็เป็นญาติกัน

นักพัฒนาได้ปรึกษากับพ่อเฒ่าบางคนจนได้ความคิด  ในงานสงกรานต์ปีนั้นจึงได้จัดให้มีพิธี

รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นเช่นเดียวกับที่ชุมชนเคยจัดกันมา แต่ปีนี้มีพิเศษก็คือ จัดให้ผู้ที่มีความ

ขัดแย้งกันคู่ต่าง ๆ ได้มาขอขมาลาโทษต่อกัน ให้ปีใหม่(ไทย)เป็นการเริ่มชีวิตใหม่ที่หันหน้า

เข้าหากัน (โดยเนื้อแท้แล้ว พิธีสงกรานต์มีคุณค่าของการให้อภัยอยู่แต่โบราณมา  เพียงแต่

ในปัจจุบันอาจเลือนลางไป เหลือแต่คุณค่าในด้านความสนุกสนาน)

                คำอธิบายที่ทำให้คู่ขัดแย้งต่าง ๆ ในหมู่บ้านมาเข้าพิธีกรรมก็คือคุณค่าเดิมและคุณค่า

ของพุทธศาสนาที่ยังมีอยู่ในชุมชน ที่ยังแฝงอยู่ในตัวของทุกคน นั่นคือ คุณค่าเกี่ยวกับความ

สามัคคี คุณค่าเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ เช่นการให้พี่น้องที่ทะเลาะกันได้กลับ

คืนดีกัน  ก็อธิบายว่าพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ ให้กำเนิดและเลี้ยงเราทุกคนมาจนเติบใหญ่

สำหรับพ่อแม่แล้วการทำร้ายท่านแม้เพียงเท่ารอยแมวข่วน เท่ารูเข็มตำ ก็นับเป็นบาปมหันต์

แต่การที่พี่น้องทะเลาะถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน สร้างความทุกข์ใจให้พ่อแม่มาก ขนาดกินไม่ได้

นอนไม่หลับ เป็นบาปที่มหันต์ยิ่งกว่าของแหลมที่ทิ่มตำนั้นเสียอีก  หลังจากทั้งคู่รดน้ำที่มือพ่อ

แม่ในพิธีสงกรานต์นั้นแล้ว ก็ให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพระและผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายว่าจะลืมเรื่อง

ในอดีตและตั้งต้นคืนดีกันใหม่ จะไม่ให้พ่อแม่ รวมทั้งญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ต้องได้รับความ

กระทบกระเทือนใจอีก  ความสุขสันติก็กลับคืนสู่หมู่บ้านอีกครั้งหนึ่ง

                ในส่วนที่ชาวบ้านฟื้นฟู ประยุกต์ และประดิษฐ์คิดค้นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา โดยอาศัยคุณ

ค่าจากความเชื่อเดิมของชุมชนขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีคนนอกเข้าไปร่วมด้วยเลย จะขอยกตัว

อย่างบ้านสระคูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาส จ.บุรีรัมย์  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็น "ตัวแบบ"

ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ในตัวเองในด้านการฟื้นฟู การประยุกต์ และการประดิษฐ์คิดค้น

วัฒนธรรมเพื่องานพัฒนา

                งานพัฒนาของชาวบ้านที่นั่นเริ่มขึ้นเมื่อ พ่อใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง ลาสิกขาออกมา

เป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อปี 2508  นำชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้านจนกระทั่งเป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรม

แผ่นดินทอง อย่างแท้จริง  โดยท่านสร้าง "กองทุนหมู่บ้าน" ขึ้น จากการประยุกต์ประเพณี

บุญประทายข้าว หลังฤดูเก็บเกี่ยว คือบุญที่เกิดจากการบริจาคข้าวเข้าวัด มาประยุกต์เป็น

บริจาคเข้าวัดแล้วขอให้พระมอบกลับให้ชาวบ้านโดยสมทบเข้าในกองทุนหมู่บ้าน

และกองทุนหมู่บ้านนี่เองที่เป็นแหล่งทุนที่ไม่เคยหมดจนถึงทุกวันนี้   เพราะชาวบ้าน

ร่วมกันบริจาคอย่างต่อเนื่องโดยผ่านทางประเพณีต่าง ๆ ที่พ่อใหญ่ผายได้ประยุกต์

และ ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ เช่น พ่อใหญ่ผายได้ขอให้ชาวบ้านที่ได้รับค่าสินสอดทองหมั้นจาก

การตกแต่งลูกสาวแบ่งจำนวนหนึ่งบริจาคเข้ากองทุนหมู่บ้าน โดยอธิบายว่า "หมู่บ้านก็มี

ส่วนในการเลี้ยงดูลูกหลานของท่านด้วย ไม่ใช่แต่พ่อแม่" ซึ่งพ่อแม่ทุกคนก็เห็นด้วย และทำ

กันมาจนเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของบ้านสระคูณ  นอกจากนั้นชาวบ้านที่ใช้ที่ดินสาธารณะ

ริมหมู่บ้านในการปลูกหม่อนก็ต้องบริจาคเงินเข้ากองทุนคนละ 40 บาทต่อปี   โดยท่าน

อธิบายว่า  "เมื่อท่านได้ประโยชน์จากส่วนรวมแล้วก็น่าจะแบ่งส่วนหนึ่งกลับคืน"  และทุกปี

จะมีการจับปลาสามัคคี(ผู้เขียนเรียกเอง)กันในหนองน้ำสาธารณะของหมู่บ้าน ขายปลาได้

เท่าไรก็นำเงินทั้งหมดบริจาคเข้ากองทุนอีก  จนกระทั่งบ้านสระคูณสามารถพัฒนาตนเองมา

ตลอดยี่สิบกว่าปีด้วยการพึ่งทุนจากกองทุนหมู่บ้านของตนเองเป็นหลัก ได้สร้างโรงเรียน

สร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ ศาลาพักคน กำแพงวัด ก่อตั้งธนาคารข้าว สร้างศูนย์เด็กเล็ก

นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนผู้ดูแลเด็กในศูนย์ และยังได้นำเงินนั้นมาใช้ในการส่งชาวบ้านไป

อบรมดูงานในที่ต่าง ๆ เพื่อนำความรู้นั้นมาพัฒนาหมู่บ้านต่อไปอีก รวมจำนวนเงินจากกอง

ทุนที่ใช้ไปทั้งหมดกับงานพัฒนาตนเองของบ้านสระคูณ ตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนมา เป็นจำนวนถึง

ประมาณ 1 ล้านบาท

                พ่อใหญ่ผายยังเป็นเจ้าของความคิดที่ว่า "หมู่บ้านก็เหมือนประเทศ ๆ หนึ่ง ผมเป็น

นายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นรองนายกฯ  กรรมการหมู่บ้านทั้ง 19 คนเป็นคณะรัฐมนตรี

ครูกับพระเป็นที่ปรึกษา"  สภาหมู่บ้านสระคูณยังได้ออกกฏหมู่บ้านมาเสริมกฎหมายของ

รัฐอีก จนถึงปัจจุบันมีถึง 9 ข้อแล้ว เช่น ห้ามยิงปืนในหมู่บ้าน ห้ามไถนาวันพระ ห้าม

ฆ่าสัตว์สี่เท้าในหมู่บ้าน และห้ามกินเหล้าเมาแล้วส่งเสียงเอะอะบนถนน ผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับ

เอาเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน  นี่ก็เป็นการประยุกต์และประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรมแบบหนึ่ง

                ในส่วนตัวท่านเอง ท่านยังได้รับการยอมรับนับถือในด้านความซื่อสัตย์และ

การเสียสละ สมกับที่เป็นอาจารย์สอนธรรมเมื่อครั้งยังครองสมณเพศ  มีบางครั้งครั้งที่ท่าน

มอบเงินเดือน 600 บาทในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน สมทบเข้าไปในกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ เช่น

การสมทบเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของลูกบ้านไปดูงานที่อื่น

                จากการที่ท่านบวชเรียนมานาน อีกทั้งยังเป็นนักธรรมเอก ท่านได้ใช้วิธีการเล่า

ตำนานและนิทานชาดกต่าง ๆ ขึ้นมาโน้มน้าวใจชาวบ้านให้ร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น

ตำนานแม่โพสพที่เกี่ยวกับข้าว  วิธีการเล่านิทานนี้ท่านยังใช้ในการอบรมบ่มนิสัยเด็กและ

เยาวชนในหมู่บ้านให้เกิดความสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่ เช่น "กว่าที่เจ้าจะเกิดมา แม่เจ้า

เสียหวีไปกี่อัน พ่อเจ้าหมดน้ำมันใส่ผมไปกี่ขวด กว่าที่จะได้แต่งงานกัน และเมื่อตั้งท้องเจ้า

ขึ้นมาแล้ว แม่ต้องอุ้มท้องเจ้าถึงเก้าเดือน และต้องทุกข์ทรมาณแค่ไหนในการเกิดเจ้าออก

มา และยังถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเจ้า จนเจ้าเติบใหญ่..." ทำให้เด็ก ๆ ของสระคูณ

เป็นคนดีและขยันช่วยงานการต่าง ๆ ของครอบครัว  นี่เป็นการฟื้นฟูคุณค่าดั้งเดิมที่ดีงามที่

ยังคงมีอยู่

                พ่อใหญ่ผาย จึงเป็น "ปราชญ์ชาวบ้าน" ผู้ที่ทั้งสามารถฟื้นฟู ประยุกต์ และ

ประดิษฐ์คิดค้นประเพณีใหม่เพื่องานพัฒนาหมู่บ้านตนเอง  ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่เพียบพร้อม

ทั้ง ภูมิปัญญา และ ภูมิธรรม  ซึ่งการเพียบพร้อมทั้งสองประการนี้คือคุณสมบัติทั่วไป

ของปราชญ์พื้นบ้านนั่นเอง เพราะชาวบ้านไม่ได้ให้คุณค่ากับ "ปัญญา" เท่ากับ "คุณธรรม"

                สระคูณในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงขั้นสวรรค์บนดิน เพราะมีอีกหลายปัญหาที่ต้องแก้

โดยเฉพาะปัญหาแหล่งน้ำเพื่อการทำนา  แต่ชาวบ้านทั้ง 200 หลังคาเรือนก็มีโอ่ง

เก็บน้ำฝนไว้กินตลอดฤดูแล้ง  มีบ่อปลาที่ขุดด้วยมืออยู่ตามบ้านและไร่นาต่าง ๆ เกือบทุก

หลังคา รอบ ๆ บ่อทำสวนผัก ปลูกไม้ผล แบบไร่นาสวนผสม  พ่อค้าที่ไปซื้อผลผลิตชาวบ้าน

ที่นั่นต้องยอมใช้ตาชั่งของหมู่บ้าน(วัฒนธรรมใหม่) ชาวบ้านสระคูณไม่มีใครว่างงาน พวก

เขามีงานทำทั้งวันและทั้งปี คนที่เคยออกไปรับจ้างที่อื่นก็ค่อย ๆ ทยอยกลับบ้าน  เพราะที่นี่

เป็นที่ทีสามารถให้หลักประกันและความหวังแก่พวกเขาได้แล้ว ดังที่ชาวบ้านคนหนึ่งของสระ

คูณบอกว่า "ชีวิตมีแต่สิดีไปเมือหน้า"(มีแต่จะดีไปข้างหน้า)

                หมู่บ้านสระคูณมีถนนลาดยางผ่านแล้ว มีไฟฟ้า มีมอเตอร์ไซด์ มีวิทยุ มีโทรทัศน์

ชาวบ้านก็ฟังและดูทุกวัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ามีหรือไม่มีสิ่งเหล่านี้ดี  แต่อยู่ที่ว่าเขา "ใช้"

สิ่งเหล่านี้อย่างรู้เท่าทันแค่ไหน อยู่ที่อำนาจในการคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ

เขามีแค่ไหนต่างหาก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ปราชญ์ชาวบ้านอย่างพ่อใหญ่ผายและคนอื่น ๆ จะต้อง

ขบคิดกันต่อไป  พวกเขาไม่ใช่จะกลับไปสู่อดีต แต่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างที่ไม่สูญเสียความ

เป็นตัวของตัวเองไปในการพัฒนานี้ได้อย่างไร

                หลังจากสระคูณตั้งตัวได้แล้ว ก็ได้แผ่ความช่วยเหลือของตนออกสู่หมู่บ้านรอบข้าง

โดยพ่อใหญ่ผายได้ฟื้นฟูประเพณี "ผูกเสี่ยว" ที่ไม่เพียงทำให้คนสองคนเป็นญาติต่างสาย

เลือดกันเท่านั้น แต่ยังทำให้สองตระกูลมีความสัมพันธ์ที่พิเศษขึ้นมาด้วย  โดยท่านได้ไปผูก

เสี่ยวกับพ่อใหญ่คนหนึ่งที่รุ่นราวคราวเดียวกับท่านในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ทำให้ชาวบ้านทั้งสอง

สมัครสมานสามัคคีช่วยเหลือและร่วมมือกันพัฒนา โดยท่านบอกว่า "ผูกคนหนึ่ง มัดทั้งบ้าน"

ชาวบ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งทราบข่าว ต้องการผูกเสี่ยวกับท่านบ้าง ท่านก็บอกว่า "หากผูก

เสี่ยวกับผม รักผมจริง ก็ต้องปฏิบัติตัวอย่างผม และต้องพัฒนาหมู่บ้านอย่างผม"

                พิธีผูกเสี่ยวโดยทั่วไปทำกันในหมู่คนหนุ่ม โดยเชิญญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย พร้อม

ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนมาเป็นสักขีพยาน  ทั้งสองคนนั่งกลางวงล้อมของผู้เฒ่าทั้งหลาย ผู้อาวุโส

คนหนึ่งเป็นผู้ประกอบพิธีโดย เอาพริกและเกลือละลายลงในถ้วยน้ำ  จุดธูปเทียน

เป่าสะเค  อัญเชิญเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นสักขีพยาน แล้วเอามีดปลายแหลมจ่อลงบน

ผิวน้ำในถ้วย พร้อมทั้งถามว่าทั้งสองคนว่ารักกันต้องการเป็นเสี่ยวกันใช่ไหม เมื่อทั้งคู่รับคำ

แล้ว ผู้อาวุโสจะอธิบายความหมายของพิธีกรรมว่า พริกรักษาความเผ็ด ส่วนเกลือรักษา

ความเค็ม ขอให้ทั้งสองรักษาความสัมพันธ์ต่อกันนี้เหมือนพริกและเกลือ  นับแต่วันนี้ไปพ่อแม่

พี่น้องของอีกคนหนึ่งก็เป็นเสมือนหนึ่งพ่อแม่พี่น้องตน  หากผู้หนึ่งผู้ใดไม่ปฏิบัติดังนี้หรือทรยศ

ต่ออีกฝ่ายหนึ่งก็ให้มีดแหลมนี้ทิ่มแทงผู้นั้น  แล้วก็ให้ทั้งสองคนดื่มน้ำในถ้วยนั้นคนละครึ่ง

                พิธีกรรมเช่นนี้ ไม่ต้องมีการลงชื่อกันเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างสัญญาที่ทำกัน

ด้วยกระดาษ แต่ขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าสัญญากระดาษ เพราะเป็นการเขียนกันไว้ในใจ และ

ไม่มีการบิดพริ้ว  ผู้ที่บิดพริ้วต่อสัญญาเสี่ยวจะไม่มีความสุขและทรมานใจมาก

                จากนั้นมาจนถึงวันนี้ ชาวบ้าน 21 หมู่บ้านของอำเภอลำปลายมาสและอำเภอใกล้

เคียงได้รวมกันขึ้นเป็นเครือข่ายพัฒนาตนเองเรียกว่ากลุ่ม "อีโต้น้อย" (มาจากคำ

ในผญาเก่า "อีโต้น้อยแบกบ่าบังหู" ที่เป็นเครื่องหมายแห่งภูมิปัญญาพื้นบ้าน) โดยมีพ่อใหญ่

ผายเป็นผู้นำ  กลุ่มอีโต้น้อยช่วยเหลือกันโดยหมู่บ้านในเครือข่ายได้จัดงานบุญประทายข้าว

ขึ้นหลังฤดูเก็บเกี่ยว(ต้นปี 2532) เพื่อรวบรวมข้าวจากการทำบุญไปช่วยเหลือหมู่บ้านที่ขาด

แคลนข้าว(การประยุกต์ประเพณี) โดยจัดตั้งขึ้นเป็นธนาคารข้าว งานของกลุ่มอีโต้น้อย

เคลื่อนไปเอง  โดยอาศัยมิติทางวัฒนธรรมที่ปราชญ์พื้นบ้านช่วยกันฟื้นฟู ประยุกต์ และ

ประดิษฐ์ขึ้น โดยนักพัฒนาจากภายนอก(ที่เข้าไปภายหลัง)เป็นเพียงผู้สนับสนุนในบางด้าน

เช่นในเรื่องข้อมูลข่าวสารที่จะช่วยให้พวกเขานำไปคิดวิเคราะห์ต่อ  เพื่อที่เขาจะ

ได้รู้[1]เท่าทัน[1]วัฒนธรรมบริโภคจากภายนอกที่มักแทรกเข้าไปอย่างแยบยลมากขึ้น  รัฐบาลก็

สนับสนุนในแง่การพัฒนาแหล่งน้ำเพราะเป็นเขตที่แห้งแล้งมาก  ดังที่มีคำกล่าวกันว่า

"อยู่บุรีรัมย์ต้องตำน้ำกิน"

                ชาวบ้านใช้พลังอะไรในการทำสิ่งเหล่านี้ขึ้น  คำตอบก็คือ พลังทางวัฒนธรรม ที่พวก

เขาได้ค้นพบ ฟื้นฟู ประยุกต์(ตีความใหม่ให้สมสมัย) และประดิษฐ์ขึ้นใหม่  นี่คือตัวอย่าง

ของการพัฒนาที่มาจาก ภายใน ชุมชน โดยผ่านทางปราชญ์ชาวบ้านที่มีทั้งภูมิธรรมและภูมิ

ปัญญาพื้นบ้าน [ดูรายละเอียดเรื่องสระคูณใน เสรี พงศ์พิศ, ความหวังใหม่ของสระคูณ,

สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

                การค้นพบมิติทางวัฒนธรรมในงานพัฒนาชุมชนในชนบทนี้ ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาใน

อดีตลงไปได้มาก แต่ยังสามารถลดทรัพยากร(หรือทุนในการพัฒนา)ที่องค์กรภายนอกจะนำ

เข้าไปได้ด้วย  เพราะชาวบ้านสามารถระดมทรัพยากรที่ยังมีอยู่ออกมาใช้ในการสร้าง

สรรค์ชุมชนได้เอง

                สระคูณเป็นหมู่บ้านที่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นแบบกึ่งยังชีพ สามารถพัฒนาวัฒนธรรมของ

เขาออกมาดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  ความจริงยังมีชาวบ้าน หมู่บ้าน และเครือข่ายชาวบ้านอีก

หลายแห่งที่กำลังดำเนินตามรอยเดียวกับสระคูณ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน

                พ่อจารย์ทองดี นันทะ แห่งบ้านตลาด อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นอีกตัว

อย่างหนึ่งของการใช้ปัญญาในฐานะ "พ่อจารย์" (คนที่เคยบวชเรียนนานแต่ตอนหลังสึกออก

มาดำเนินชีวิตอย่างฆราวาส) ประยุกต์คุณค่าของการพึ่งตัวเองในระบบการผลิตแบบยังชีพ

เดิมเข้ามาอยู่ในรูปแบบของการเกษตรผสมผสานแบบใหม่ อันจะทำให้ชาวบ้านชนบท

อย่างแวงน้อยที่แห้งแล้งสามารถที่จะ"เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน"โดยไม่ขัดสน(แต่ไม่รวย)ในสังคมสมัย

ใหม่ได้อย่างไม่เดือดร้อน

                พ่อจารย์ทองดี ยังได้ให้คำอธิบายโดยวิธี ประดิษฐ์ ความหมายใหม่ เพื่อที่จะกระตุ้น

ให้ชาวบ้านคนอื่น ๆ ทำอยู่ทำกินอย่างท่าน  ซึ่งสอดคล้องสมสมัยกับสถานการณ์บ้านเมือง

ปัจจุบันที่ป่าไม้และแหล่งน้ำถูกทำลาย ว่า "เราไม่อาจหวังให้ลำห้วยมีน้ำเต็มเหมือนเมื่อ

ครั้งก่อนได้แล้ว และเราก็ไม่อาจหวังให้มีป่าใหญ่ได้พึ่งพาเช่นแต่ก่อน  แต่เราสามารถ

สร้างมันขึ้นใหม่ได้ด้วยตัวของพวกเราแต่ละคนมาร่วมกันขุดบ่อเลี้ยงปลา และปลูกไม้ยืนต้น

อย่างที่พ่อทำ เมื่อเรานับบ่อเลี้ยงปลาทั้งหมดรวมกันเราก็จะได้ลำห้วยใหม่  นำต้นไม้ใน

สวนของแต่ละคนมารวมกันก็คือป่าใหม่" นี่คือมิติทางวัฒนธรรมของการจัดการตัวเองใน

เรื่องแหล่งน้ำและป่าไม้ ซึ่งอาจแตกต่างจากเรื่อง "ป่าชุมชน" ที่กำลังถกเถียงกันอยู่ใน

ขณะนี้ก็ได้ [ดูวิชิต นันทสุวรรณ, เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินแบบพ่อจารย์ทองดี นันทะ ในนสพ.หมู่บ้าน

ธันวาคม 2531 และ พิทยา ว่องกุล, ประวัติบุคคลไม่สำคัญ ปราชญ์ชาวบ้าน, สำนักพิมพ์

หมู่บ้าน 2530]

                บางทีป่าชุมชนที่นักวิชาการป่าไม้กำลังผลักดันกันอยู่อาจมีอยู่ในวิธีคิดของชาวบ้านอยู่

แล้วก็ได้  นี่ยังไม่นับป่าชุมชนประเภทป่าปู่ตาที่ยังคงเหลือไม่ถูกทำลาย ซึ่งน่าจะให้อำนาจ

ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ

                ชาวบ้านภาคกลางที่เข้าสู่วงจรการผลิตสมัยใหม่ตามการกระตุ้นของแผนพัฒนา

เศรษฐกิจไปสู่ความทันสมัย และประสบความล้มเหลว ถึงทางตัน กำลังคิดไม่ออกว่าจะทำ

อย่างไรนั้นมีมากมาย  จะหยุดก็ไม่ได้ หยุดเมื่อไหร่ก็ล้มเมื่อนั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่ไม่

เริ่มไถเริ่มปลูกอะไรสักอย่างก็ไม่มีเครดิตไปกู้ของพ่อค้ามากินมาใช้ก่อนได้  จึงต้องเดิน

หน้าต่อ ขณะเดียวกันก็ขบคิดกันอย่างหนักเพื่อจะหาทางออกจากวงจรแห่งหนี้สิน และความ

ยุ่งยากนี้ การได้ยินข่าวเรื่องประสบการณ์การปลดปล่อยตนเองจากวังวนนี้ของเพื่อนชาว

บ้านที่ใดสักคนหนึ่งจึงเป็นข่าวดีที่อาจนำมาประยุกต์กับชีวิตของตนได้ [นสพ.หมู่บ้าน ของ

มูลนิธิหมู่บ้านเกิดขึ้นเพื่อเผยแพร่ข่าวสารและประการณ์ของชาวบ้านในลักษณะนี้]

                หลายปีมานี้ ชาวบ้านที่ประสบความล้มเหลวดังที่กล่าวมา แต่ได้ค้นพบวิธีกลับลำชีวิต

ตัวเอง และหันเหเรือชีวิตออกมาได้ก็มีมากขึ้น เช่น นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่บ้าน

บ้านห้วยหิน ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามไชยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เอาคุณค่าแห่ง

การพึ่งตนเองและสันโดษธรรมในพระพุทธศาสนาขึ้นมาทบทวนพิจารณาแล้วนำมา ประยุกต์ กับ

ชีวิตตน โดยการขายที่ดินที่มีอยู่ประมาณ 200 ไร่ เพื่อปลดหนี้สินอันเกิดจากการปลูกพืช

เศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลัง ฝ้าย ล้มเหลว ขายได้ราคาไม่คุ้มทุน เมื่อขายที่ปลดหนี้แล้วก็

ทำกินอยู่บนที่ดินที่เหลือเพียง 9 ไร่ อย่างมีความสุขกับครอบครัว โดยท่านบอกว่า"ตลอด20

ปีที่ปลูกเพื่อขาย ชีวิตผมไม่เคยมีอิสระ...ชาวนาเดี๋ยวนี้ต้องทำแล้วให้คนอื่นกิน ต้องพึ่งเขา

ตลอด" ท่านได้ทำการเกษตรแบบพึ่งตัวเอง โดยประยุกต์เอาหลักธรรมทางพุทธศาสนามา

ผสมผสานกับความรู้ทางนิเวศน์วิทยาแบบใหม่ สร้างภาพของระบบการเกษตรในอุดมคติที่คน

กับธรรมชาติและคนกับคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่เบียดเบียนและเกื้อกูลกันโดย

ท่านเรียกว่า"วนเกษตร" ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับที่ท่านศาสตาจารย์ประเวศ วะสี

เรียกว่า"พุทธเกษตรกรรม"  [ดูวิบูลย์เข็มเฉลิม, มีกินตลอดชีวิต, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2532

และประเวศ วะสี, พุทธเกษตรกรรมกับศานติสุขของสังคมไทย, มูลนิธิโกมล คีมทอง,2529]

                การประยุกต์คุณค่าและหลักธรรมทางศาสนา โดยพระสงฆ์ก็มีตัวอย่างเกิดขึ้นมากมาย

เป็นการตอบคำถามท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ที่ว่า การพัฒนาสมัยใหม่ได้ทิ้งพระสงฆ์ไป

แต่ท่านก็ยังอยู่ในวัด ยังอยู่ประมาณ 30,000 วัด มีพระสงฆ์กว่า 3 แสนรูป ซึ่งเป็น

ทรัพยากรที่มโหฬารของสังคมไทย เพราะมีทั้งที่ดิน มีทั้งอาคาร มีทั้งเครื่องมือ มีทั้ง

บุคคลากรคือพระ มีทั้งงบประมาณ คือเงินทองข้าวของที่ชาวบ้านถวาย มีทั้งศรัทธาของ

ประชาชนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญ เพราะศรัทธานั้นไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างได้ง่าย ๆ ที่มีอยู่

แล้วจึงต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ  จะทำอย่างไรที่เราจะนำทรัพยากรเหล่ามี้มาเป็น

ประโยชน์กับงานพัฒนา [ประเวศ วะสี, ปาฐกฐาเรื่องวิกฤติหมู่บ้านไทย, ในวิกฤติหมู่บ้าน

ไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2532]

                พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ เตชธมโม เจ้าอาวาสวัดผาลาด จ.เชียงใหม่ ท่านค้นพบสิ่ง

ที่ท่านเรียกว่า "การรักษาธรรมชาติ ก็คือการรักษาธรรม"  ซึ่งเป็นการประยุกต์ในเชิงตี

ความให้ความหมายใหม่  จากนั้นท่านจึงได้ร่วมกับชาวบ้านรักษาป่าต้นน้ำแม่สอย และพัฒนา

ป่าที่เสื่อมสภาพกว่า 2,000 ไร่ให้กลับคืนขึ้นมาใหม่ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก

กรมป่าไม้ ต่อมาจึงได้ตั้งมูลนิธิธรรมนาถ (แปลว่ามูลนิธิรักษาธรรมนั่นเอง) เพื่อดำเนิน

การในเรื่องนี้ต่ออย่างจริงจัง [ดูรายละเอียดใน ประชิด อาริยะ, ป่าไม้คือชีวิตของชาว

บ้าน ในหมู่บ้าน เมษายน 2532 และ สาย ประชินทร์, พุทธธรรมกับการอนุรักษ์ป่า ใน

ชุมชนพัฒนา กรกฎาคม 2530]

                พระราชสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ท่านได้ประยุกต์คำสอนที่เรียก

ว่า "นิพัทธกุศล" มาอธิบายสนับสนุนให้พระสงฆ์เข้าร่วมในกิจกรรมการป้องกันรักษาและ

การปลูกป่าว่าเป็นสิ่งที่นอกจากไม่ผิดพระธรรมวินัยแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของ

พระพุทธเจ้าว่าด้วยเรื่องนิพัทธกุศล(คือ อารามปาโร เสตุการกา ปปญจ อุปาปานญจ

และอุปสุสย) ทำให้สามารถระดมพระสงฆ์หลายร้อยรูปเข้าสู่กิจกรรมการรักษาและการปลูก

ป่าในจังหวัดนครราชสีมา  เนื้อที่ป่าที่พระสงฆ์เหล่านั้นปฏิบิตินิพัทธกุศลธรรมอยู่ในปัจจุบันมี

รวมกันประมาณถึง 20,000 ไร่  นอกจากนี้ท่านยังได้[1]ประยุกต์[1]เอาหลักธรรมพื้น ๆ ที่ชาว

บ้านเข้าใจมา "ตีความ" (ให้ความหมายใหม่) ให้เข้ากับการป้องกันรักษาป่าด้วย นั่นคือ

สังวรณ์(ระวังป่าจะหมด)  ประหาร(ให้ละเว้นการตัดไม้)  ภาวนา(ให้สนใจเพาะและ

ขยายพันธุ์ไม้)  และอนุรักษ์(ดูแลรักษาป่าให้คงสภาพ)[ดูรายละเอียดใน จีรศักดิ์ สีหรัตน์,

นิพัทธกุศลกับการอนุรักษ์ป่าของพระสงฆ์โคราช ใน หมู่บ้าน กุมภาพันธ์ 2532 และกรณี

ศึกษาเรื่องพระสงฆ์กับการอนุรักษ์ป่าไม้ของจังหวัดนครราชสีมา, ในทิศทางหมู่บ้านไทย,

สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

                พระครูพิพิทธประชานาถ หรือที่รู้จักกันในวงการพัฒนาชนบทในนาม "หลวงพ่อนาน"

เป็นพระสงฆ์องค์แรกที่ประกาศว่า "พระสงฆ์เป็นหนี้ชาวบ้าน...เราอยู่ได้ด้วยข้าวที่ชาว

บ้านตักบาตร เราต้องทำประโยชน์ให้ชาวบ้านตอบแทน" การตีความ(ให้ความหมาย

ใหม่)ต่อความสัมพันธ์ระหว่างนักบวชกับชาวบ้านที่ความจริงสัมพันธ์กันแบบพึ่งพามานานแล้ว

กลับกลายเป็นพลังกระตุ้นให้พระสงฆ์หลายร้อยรูปในเขตจังหวัดสุรินทร์ตื่นตัวกันขึ้นมาทำงาน

พัฒนาหมู่บ้าน และพัฒนามาเป็นขบวนการของพระสงฆ์นักพัฒนาที่เรียกว่า "กลุ่มสหธรรมเพื่อ

การพัฒนา"

                นอกจากนี้ พระนักปราชญ์พื้นบ้านท่านนี้ยังได้เป็นผู้นำในการประยุกต์ประเพณีอีกหลาย

อย่างที่กลายเป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาในที่อื่น ๆ  เช่น การประยุกต์ประเพณีการลงแขก

ที่อ่อนกำลังลงขึ้นมาใหม่ในรูปของ นากระชับมิตร ที่ชาวบ้านมาร่วมกันทำอย่างเต็มใจและ

กระตืนรือร้นได้อีกครั้งหนึ่ง เพราะผลผลิตจากการทำนาร่วมกันนั้นไม่ใช่เป็นของผู้หนึ่งผู้

ใด แต่เพื่อนำไปใส่ไว้ใน "สหบาลข้าว" ให้ทุกคนได้พึ่งพายามขาดแคลน  มีคนหลายคน

เสนอให้ท่านเปลี่ยนชื่อสหบาลข้าวเป็น"ธนาคารข้าว"เหมือนที่อื่น ๆ แต่ท่านไม่เปลี่ยน

เนื่องจาก "ชื่อนี้ดีอยู่แล้ว เพราะพระเป็นผู้จัดตั้ง สห แปลว่ารวม  บาล แปลว่ารักษา

สหบาลข้าวก็แปลว่าการรวมกันรักษาข้าวให้เพิ่มพูนงอกงาม จัดตั้งที่ไหนก็ไม่เคยล้ม ยุ้งฉาง

มีข้าวเพิ่มมากขึ้นทุกปี"

                ท่านยังได้ประยุกต์ประเพณีก่อพระเจดีย์ทราย(ชาวบ้านทำบุญด้วยการนำทรายเข้า

วัด) ให้กลายเป็นการก่อพระเจดีย์ข้าวเปลือก  นำข้าวเข้าสหบาลข้าว

                ข้อเด่นของท่านอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การพัฒนาทางวัตถุต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจ

ในฐานะที่เป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐาน ท่านไม่เคยละเว้นการนำชาวบ้านปฏิบัติกรรมฐาน

แม้แต่ปีเดียว และผู้ที่เข้าร่วมปฏิบัติก็มากขึ้นทุกปี  งานเทศน์มหาชาติก่อนที่ท่านจะคิดว่าท่าน

เป็นหนี้ชาวบ้านและเริ่มงานพัฒนานั้น ชาวบ้านบริจาคกันปีละไม่กี่พันบาท  ปัจจุบันปีหนึ่งได้

หลายหมื่นบาท และยังมีข้าวเปลือกที่บริจาคเข้าสหบาลข้าวอีกต่างหาก  ท่านเป็นพระที่

สมถะ  เงินติดกัณฑ์เทศน์ท่านมักสมทบเข้าเป็นทุนพัฒนาหมู่บ้าน[ดูพิทยา ว่องกุล, หลวงพ่อ

นาน สงบนิ่งเพื่อสร้างสรรค์, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

                พระอาจารย์เฉลิม ฐิติสีโล เจ้าอาวาสวัดโนนเมือง  อ.ขามสะแกแสง

จ.นครราชสีมา เป็นพระอีกรูปหนึ่งที่นำเอาคุณค่าด้านความซื่อสัตย์และการร่วมมือกันโดยไม่

เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวตามหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ขึ้นเป็น "โรงบุญเอื้อน้ำใจ" สำหรับ

จำหน่ายสินค้าราคาถูกให้ชาวบ้าน โดยร้านค้าโรงบุญที่เป็นธุรกิจชุมชนแบบพุทธนี้ตั้งขึ้นโดย

เงินลงบุญ(ไม่ใช่ลงหุ้น)กันของชาวบ้านรวม 6,000 บาท และนำสินค้ามาไว้ใต้ถุนกุฏิในวัด

โดยไม่มีคนขาย  มีการตั้งราคาสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก  ชาวบ้านที่มาใช้

บริการเป็นผู้นำเงินมาวางและทอนเงินด้วยตัวเอง หลังจากที่เริ่มมา 6 เดือน ปรากฏว่ามี

เงินทุนเพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บาท แต่ไม่มีการปันผลเพราะถือว่าไม่ใช่การลงหุ้นกัน และผู้ที่

มาซื้อก็ได้รับประโยชน์จากการซื้อในราคาถูกอยู่แล้ว จะถือว่าเป็นการรับปันผลในการซื้อทุก

ครั้งนั้นก็ได้  นอกจากนี้ยังมีการขึ้นป้ายไว้หน้าร้านว่า บริการเฉพาะผู้ไม่ดื่มสุรา ยาเสพติด

และเล่นการพนันด้วย [ดูประชิด อาริยะ, โรงบุญเอื้อน้ำใจ ตัวอย่างธุรกิจชุมชนแบบพุทธ,

ใน หมู่บ้าน ธันวาคม 2531]

                ยังมีพระสงฆ์อีกหลายรูปที่ได้ประยุกต์เอาคุณค่าและตีความหลักธรรมศาสนาต่าง ๆ

ออกมาได้อย่างสมสมัย ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวัฒนธรรมในแง่ที่ท่านพระยาอนุมาน

ราชธนเรียกว่า "ความเจริญงอกงาม"

                การพัฒนาวัฒนธรรมโดยอาศัยคุณค่าทางศาสนาในส่วนขององค์กรพัฒนาที่ทำงานด้าน

พัฒนาชุมชนทั้งในภาครัฐและเอกชน  ที่เห็นได้ชัดก็คือ การประยุกต์ "ประเพณีการทอดผ้าป่า"

มาใช้ในการระดมทุนเพื่องานพัฒนา   โดยการประยุกต์ประเพณีผ้าป่าเพื่อการพัฒนานี้

เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2523 โดย คณะกรรมการประสานงานศาสนาเพื่อสังคม(กศส.)

ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอื่น ๆ อีก 5 หน่วยงาน มาคิดกันว่า แทนที่จะมีการระดมทุนใน

รูปของเงินเพื่อนำไปสร้างโบสถ์ วิหาร หรือถาวรวัตถุ ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันอยู่ทั่วไป ก็

เปลี่ยนมาเป็นการระดมทุนในรูปของข้าว เป็นการทอดผ้าป่าข้าว แล้วนำข้าวที่ได้นั้นไปสนับ

สนุนโครงการธนาคารข้าวของหมู่บ้านท่ามะไฟหวาน ต.หนองแขม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ที่

พระอาจารย์คำเขียน สุวรรณโณ เจ้าอาวาส ร่วมกับชาวบ้านจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหาขาด

แคลนข้าวในหมู่บ้าน  การรณรงค์ในครั้งนั้นได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ  ได้รับบริจาค

ปัจจัยทั้งที่เป็นข้าว และเป็นเงินเกินกว่าที่ได้ตั้งไว้มาก  นั่นก็คือ การประยุกต์ประเพณี

ประสบความสำเร็จ ชาวบ้านทั่วไปสามารถรับได้

                ผู้ที่ริเริ่มเป็นตัวตั้งตัวตีในการประยุกต์การทอดผ้าป่าข้าวครั้งแรกนี้ก็คือ พระไพศาล

วิสาโล เมื่อครั้งที่ยังเป็นฆราวาสทำงานอยู่ที่ กศส. ต่อมาได้บวชและจำพรรษาที่วัดป่าสุข

คะโต  บ้านท่ามะไฟหวาน อันเป็นที่เกิดการประยุกต์ประเพณีทอดผ้าป่าขึ้นเป็นครั้งแรกนั่น

เอง  แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการประยุกต์นี้ พระไพศาลกล่าวว่า หนึ่ง "การพัฒนาสังคมไทย

นั้นไม่ว่าในเมืองหรือชนบท ย่อมเป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ทุกคนจึงต้องมีส่วนร่วมในทาง

ปฏิบัติ  เราจึงควรให้ประชาชนได้ตระหนักถึงปัญหา ให้เขามีส่วนร่วมในงานพัฒนาบ้าง

อย่างน้อยในเรื่องเงินทุนน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นได้  และการระดมทุนที่ได้ผลในทางปฏิบัติจะ

ต้องเป็นการระดมทุนที่มีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมชัดเจนพอสมควร"  สอง "หน้าที่ของผ้าป่า

ในทางสังคมนั้นนอกเหนือจากในทางศาสนธรรมแล้ว ยังมีหน้าที่ในการระดมทุนของชาวบ้าน

กันเอง เพื่อช่วยในการพัฒนาชุมชนของเขา โดยไม่ต้องพึ่งภายนอก โดยระดมผ่านวัด ซึ่ง

วัดในอดีตเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงอย่างมากในชนบท" [ดูคมสัน หุตะแพทย์, การสัมมนาการ

ระดมทุนภายในประเทศเพื่องานพัฒนา, สังคมพัฒนา กรกฎาคม 2526]

                ผลกระทบของการทอดผ้าป่าในครั้งนั้นมีมากมายมหาศาล ดังที่ท่านพูดว่า "นอกจาก

ได้ทุนในการพัฒนาแล้ว ได้กลับมาเป็นศูนย์กลางในการร่วมมือกันของชุมชน ทั้งการ

ร่วมในด้านกำลังใจ กำลังกาย และกำลังความคิด  และยังเป็นการกระตุ้นให้พระ

สงฆ์เข้ามามีส่วนร่วมในงานพัฒนา เพราะพระสงฆ์และวัดน่าจะมีบทบาทในทางนี้ได้ เนื่อง

จากพลังทางวัฒนธรรมยังคงมีอยู่ ยังไม่ถึงกับสูญสลาย  สามารถที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ได้

ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และจุนเจือต่อพระศาสนจักรได้  อีกทั้งยังเป็นการสร้างข่ายงาน

ผู้สนับสนุนงานพัฒนาขององค์กรพัฒนาเอกชน เพราะในอนาคตหน่วยงานพัฒนาเอกชนต้องมีผู้

ให้การสนับสนุนประจำ ไม่ใช่เป็นครั้งเป็นคราวอย่างปัจจุบัน" [อ้างแล้ว]

                นับแต่นั้นมาก็มีการระดมทุนเพื่อการพัฒนาโดยการทอดผ้าป่ากันอย่างกว้างขวาง ทั้ง

ผ้าป่าข้าว ผ้าป่าควาย ผ้าป่าหนังสือ ผ้าป่าปัจจัยสี่ ผ้าป่าช่วยภัยแล้ง ผ้าป่าต้นไม้ ในปี

หนึ่ง ๆ มีการจัดผ้าป่าประเภทนี้หลายสิบกอง

                ปัญญาชนและนักวิชาการในท้องถิ่น เช่น ครูตามโรงเรียนที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้ชุมชน

อาจารย์วิทยาลัยครูหรือมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ก็มีบทบาทในการพัฒนาวัฒนธรรมเพื่อการ

พัฒนาชนบทได้ไม่น้อยในฐานะที่ท่านเหล่านี้มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดชาวบ้าน เช่นกรณี

ของ ครูชบ ยอดแก้ว แห่งตำบลน้ำขาวใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

                ครูชบได้ค้นพบลักษณะทางวัฒนธรรมในด้านการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันในชุมชน และได้นำมา

ผสมผสานกับหลักจิตวิทยาสังคมสมัยใหม่ ประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์ที่ท่าน

เรียกว่า เป็นกลุ่มออมทรัพย์แบบ "พัฒนาครบวงจรชีวิต" คือเป็นกลุ่มออมทรัพย์ที่ท้าให้

สมาชิกโกง โดยท่านพบว่าชาวบ้านน้ำขาวให้คุณค่ากับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาก  หาก

ใครมีความผิดและไม่แก้ไขปรับปรุง บุคคลผู้นั้นก็จะไม่สามารถทนทานต่อแรงกดดันภายในตัว

เองได้ แม้ผู้อื่นจะไม่ได้ว่าอะไร เพราะผู้ที่รู้ว่าตัวเองมีความผิดจะเกิดความระแวงอยู่

ตลอดเวลา เช่นเมื่อถีบจักรยานสวนกัน ผู้อื่นยิ้มให้ก็นึกว่าเขายิ้มเยาะ เห็นใครนั่งคุยกันก็

ระแวงว่าเขาจะนินทาเราเรื่องโกงกลุ่ม   ในที่สุดเมื่อทนต่อแรงกดดันภายในไม่ไหวก็ต้อง

ออกจากชุมชนไป มิฉะนั้นอาจทำให้เสียสติได้  และเมื่อออกจากชุมชนไปแล้วกลุ่มก็กำไร

เพิ่มขึ้น เพราะกลุ่มออมทรัพย์ของครูชบทำแบบครบวงจรชีวิตจริง ๆ คือ มีสวัสดิการให้

สมาชิกทุกคน เช่นสมาชิกป่วยก็มาเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่เกินอัตราที่กลุ่มกำหนด และ

อัตรานี้ก็ขยับสูงขึ้นทุกปี  นอกจากนั้นในกรณีที่สมาชิกเสียชีวิตก็มีเงินช่วยค่าทำศพอีก  ผู้ที่

โกงกลุ่มจะหมดสิทธิในสวัสดิการทั้งหมดนี้ทันที  รวมทั้งถูกยึดเงินสะสมที่ต้องฝากเข้ากลุ่มทุก

เดือนด้วย เงินปันผล และผลประโยชน์อื่น ๆ ก็เป็นอันถูกริบหมด  วงเงินกู้ที่กลุ่ม

ออมทรัพย์นี้ให้กู้ก็ได้คำนวนไว้แล้วว่าไม่เกินผลประโยชน์ที่สมาชิกคนนั้นจะได้  ดังนั้นกลุ่มจึง

อยู่และเติบโตขึ้นโดยไม่เคยมีสมาชิกโกงเลย [ดู ชบ ยอดแก้ว, รายงานการสัมมนาเรื่อง

กองทุนหมู่บ้าน, สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน, กุมภาพันธ์ 2531]

                ครูชบจึงเป็นตัวอย่างของปัญญาชนท้องถิ่นที่เข้าใจนิสัยใจคอและวัฒนธรรมด้านการ

อยู่ร่วมสัมพันธ์กันของ"คนใต้"ตำบลน้ำขาว  ขณะเดียวกันก็มีความรู้สมัยใหม่ที่สามารถนำไป

ผสมผสาน ประยุกต์ออกมาพัฒนาวัฒนธรรมด้านการอยู่ร่วมสัมพันธ์กันในชุมชนได้อย่างสอด

คล้อง สร้างสถาบันประกันและสวัสดิการสังคมของชุมชน ที่ชุมชนเป็นเจ้าของขึ้นมาได้ ทำ

ให้ชุมชนมีพลังทางเศรษฐกิจเข้มแข็งขึ้นในการที่จะต่อกรกับพลังภายนอกอื่น ๆ

                ยังมีครูและปัญญาชนในท้องถิ่นอื่น ๆ อีกหลายคนที่ได้ทำอย่างเดียวกับครูชบ เช่น

กลุ่มของนายลัภย์ หนูประดิษฐ์ นายเคลื่อน สหะวิริยะ และนายผัด พุทธชาติ แห่งกลุ่ม

ออมทรัพย์บ้านคลองหวะ ที่ประยุกต์เอาคุณค่าแบบพุทธในเรื่องของความเพียงพอมาใช้ใน

การดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์ที่มีลักษณะธุรกิจ(เป็นธุรกิจเชิงพุทธในอีกมิติหนึ่ง) โดยการ

อธิบายว่า "ความสำเร็จของกลุ่มไม่ใช่ความเติบโต หากแต่เป็นความพอเหมาะ เป็นความ

พอเพียงสำหรับการระดมทุนสำหรับความต้องการที่จำเป็น เป็นความสำเร็จที่มาจากจิต

สำนึกที่ว่า ชาวบ้านจะต้องรวมกลุ่มช่วยเหลือเกื้อกูล พึ่งพาซึ่งกันและกัน" เป็นการเชิดชู

หลักคิดที่สวนทางกับหลักคิดในวัฒนธรรมแบบสินค้าที่ไม่มี"ความพอ" อย่างถึงที่สุด [ดู มาร

ศรี ยกเต้ง, กลุ่มออมทรัพย์บ้านคลองหวะ: ความสำเร็จไม่ได้วัดด้วยการมีเงินมาก, ใน

นสพ.หมู่บ้าน ธันวาคม 2531]

 

๙. ข้อคิดจากประสบการณ์

                ขอสรุปความหมายของวัฒนธรรมกับการพัฒนาอีกครั้งหนึ่ง จากที่กล่าวมาทั้งหมดว่า

การพัฒนาวัฒนธรรมในตัวของมันเองก็คือการพัฒนา และการพัฒนาวัฒนธรรมของหมู่ชนใด

ต้องเกิดจากการพิจารณาจากภายในหมู่ชนนั้นเอง ไม่ใช่คนภายนอกไปพัฒนาให้   นอกจาก

การมองจากภายในแล้ว การพัฒนาวัฒนธรรมต้องไม่แยกส่วนสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้กับคุณค่า

ที่แฝงอยู่

                ส่วนวิธีการพัฒนาวัฒนธรรมสามารถทำได้โดยการค้นหาวัฒนธรรมดีงามที่ยังมีอยู่

ให้ใช้มาตรฐานภายในวัฒนธรรมนั้น ๆ เองเป็นตัววัดความดีและความไม่ดี ไม่ใช่มาตรฐาน

ภายนอก แล้วฟื้นฟูสิ่งที่ดีแต่คลายความสำคัญไปแล้วนั้นขึ้นมา  หรือประยุกต์ โดยการตีความ

หรือให้ความหมายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่  หรือประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใหม่ โดย

อาศัยรากฐานเดิมที่มีอยู่และได้ค้นพบนั้น หรือผสมผสานกับวัฒนธรรมที่ดีจากภายนอก เช่น

อาจใช้รูปแบบของภายนอกแต่นำคุณค่าเดิมจากภายใน ในทำนอง "เหล้าเก่าในขวดใหม่"

                ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครสามารถให้ข้อเสนอแนะแบบสำเร็จรูปกับทุกเรื่องทุกปัญหาว่า

จะนำเอาคุณค่า และประเพณีที่ดีงามในวัฒนธรรมพื้นบ้านมาประยุกต์ มาผสมผสาน

กับวัฒนธรรมอื่น หรือมาสร้างใหม่อย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหาและการพัฒนา

ของชาวบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ เช่น ปัญหาที่ชาวบ้านภาคเหนือส่งลูกสาวมาเป็นโสเภณี

จำนวนมาก เป็นต้น  เพียงแต่สามารถสรุปเป็นแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องในฐานะต่าง ๆ นำ

ไปพิจารณา และพัฒนาต่อ ดังต่อไปนี้

 

                1. ชาวบ้าน  ซึ่งเป็นฝ่ายสำคัญที่สุด เพราะเป็นคนในที่สามารถมองออกจาก[1]ข้างใน

วัฒนธรรมของชุมชนได้แจ่มชัดที่สุด  โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้านที่เป็นนักฟื้นฟู ประยุกต์ และ

ประดิษฐ์คิดค้นทางวัฒนธรรม เช่นพ่อใหญ่ผาย พ่อจารย์ทองดี ผู้ใหญ่วิบูลย์ และคนอื่น ๆ ที่

อาจจะเป็น ผู้เฒ่าผู้แก่ จ้ำ พ่อจารย์ หมอธรรม อาจารย์หมอลำ ศิลปินพื้นบ้าน ช่างพื้นบ้าน

ที่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมเดิมอย่างลึกซึ้ง  และรู้เท่าทันวัฒนธรรมภายนอกที่เข้า

มากระทบเป็นอย่างดี  จะต้องใช้ภูมิธรรมและภูมิปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดเป็นมรดกมาจาก

บรรพชนในการวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินอยู่ในชุมชน  และใช้

ปัญญานั้นพัฒนาวัฒนธรรมของตนขึ้นมาแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไป

 

                2. พระ  ในฐานะหนึ่งท่านเป็นชาวบ้าน แต่อีกฐานะหนึ่งท่านก็เป็นผู้นำทาง

ความเชื่อและพิธีกรรมอยู่แล้ว  ท่านก็อาจให้ความสำคัญกับการค้นหาคุณค่าที่อาจสามารถนำ

มาประยุกต์ ตีความ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและปัญหาของท้องถิ่น เช่นที่ท่านเจ้า

คุณพระราชสีมาภรณ์  หลวงพ่อนาน พระอาจารย์พงษ์ศักดิ์ และพระอาจารย์เฉลิมได้ทำมา

โดยแหล่งของคุณค่าและหลักธรรมเหล่านั้นอาจอยู่ในพระไตรปิฎก อยู่ในนิทานชาดก หรือบท

เทศนาต่าง ๆ

 

                3. รัฐ  ควรเคารพในความเชื่อของชาวบ้าน และเปิดใจให้กว้างต่อการพัฒนาตัว

เองของชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเขาเป็น "พระเอก" ในการพัฒนาชุมชนของเขา โดยรัฐสนับ

สนุนตามความจำเป็นในสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจการจัดการของชุมชน เช่นแหล่งน้ำ ถนน

สะพาน ไฟฟ้า การแก้ปัญหาที่ดิน การแก้ปัญหาราคาพืชผล

 

     เฉพาะหน้าที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมความเชื่อ รัฐอาจให้ชุมชนเป็นผู้ป้องกันและรักษา

ป่าสาธารณะของชุมชนที่ยังคงไม่ถูกทำลายเอง เช่นป่าปู่ตา(อีสาน) ป่าเสื้อบ้าน(เหนือ)

ป่าแก่(ปักษ์ใต้) แม้เนื้อที่จะน้อยนิดเพียง 5 ไร่ 10 ไร่ก็ตาม  โดยร่วมกับชาวบ้านสำรวจ

ขึ้นมาอย่างจริงจังว่าป่าเหล่านี้ยังมีอยู่ในแต่ละแห่งมากน้อยแค่ไหน

                ในเรื่องการรักษาโรค ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการรักษาของชาวบ้าน เช่นไม่มอง

พิธีกรรมการรักษาของหมอจ้ำหมอธรรมเป็นเรื่องเหลวไหล  หากมีการสำรวจดูให้ดีอาจพบ

ว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านจำนวนไม่น้อยเป็นหมอจ้ำหมอธรรมอยู่

                ในเรื่องการศึกษา รัฐควรให้ปราชญ์ชาวบ้านได้มีส่วนในการวางหลักสูตรบาง

ส่วนในระดับท้องถิ่นที่จะทำให้ชาวบ้านสามารถถ่ายทอดภูมิปัญญาและคุณค่าที่ดีงามของชุมชน

แก่ลูกหลานเขา อย่างสอดคล้องกับแต่ละพื้นที่  ไม่ใช่ทุกอย่างคิดและวางแผนมาจาก

ส่วนกลางหมด แล้วมาให้ชาวบ้านเข้าร่วมตรงปลายสุด เช่นให้เป็นกรรมการศึกษาใน

โรงเรียนชุมชน

                นอกจากนี้รัฐบาล ควรเน้นเรื่องการพึ่งตัวเองของชุมชน ให้ชุมชนได้ทำสิ่งใด ๆ ที่

เชื่อมโยงกันภายในชุมชนและระหว่างชุมชนมากขึ้น (เช่นกรณีกลุ่มอีโต้น้อย)  แทนที่จะแนะ

นำให้ชุมชนพึ่งแต่ภายนอกหรือค้าขายแต่กับภายนอกเป็นหลัก

 

                4. ปัญญาชนท้องถิ่น ที่เข้าใจวัฒนธรรมภายนอกขณะเดียวกันสามารถเข้า

ใจวัฒนธรรมภายใน  เป็นบุคคลที่มีสองวัฒนธรรม(Biculture)ในตัวเอง ก็สามารถมี

บทบาทสำคัญในการร่วมกับชาวบ้านประยุกต์และประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ ๆ ออกมาที่จะ

ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น เช่นที่ครูชบกำลังทำอยู่

 

                5. นักวิชาการ โดยเฉพาะนักวิชาในท้องถิ่น เช่น อาจารย์วิทยาลัยครู หรือ

มหาวิทยาลัยในท้องถิ่นต่าง ๆ ควรศึกษาวัฒนธรรมจากภายนอกต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งถึงขั้นที่

จะเอามาประสานกับวัฒนธรรมพื้นบ้านได้  ซึ่งจะเป็นการช่วยให้วัฒนธรรมพื้นบ้านของเรามี

พลังพลวัตรอยู่ได้ในวัฒนธรรมที่เกิดใหม่จากการผสมผสานนั้น

 

                ญี่ปุ่นทำเรื่องนี้ได้ดี เริ่มตั้งแต่สมัยเกจิที่ญี่ปุ่นศึกษาวัฒนธรรมฝรั่ง  เอามาผสมกลม

กลืนกับของเขาเองจนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่มีรูปแบบตะวันตก(เนื้อหาญี่ปุ่น)

และวัฒนธรรมนั้นก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตเขา โดยที่วัฒนธรรมเดิมของเขา ของชาว

บ้านก็ยังคงอยู่ ซึ่งสิ่งนี้ไทยเรายังไม่ได้ทำเท่าไหร่ [ดูฉัตรทิพย์ นาถสุภา, แนวคิดเรื่องการ

ศึกษาประเพณีและวัฒนธรรม ในทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531]

                สำหรับนักวิชาการในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ที่เป็นห่วงว่าการศึกษาเรื่องพื้นบ้าน

ของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างไร จะ "ส่งคืนความรู้" ที่ได้จากชาวบ้านให้เขา

ได้อย่างไร  หากท่านได้อ่านข้อเขียนนี้มาตลอดก็คงพบคำตอบแล้วว่า การส่งคืนนั้นก็คือการ

นำสิ่งที่ท่านได้ค้นพบและคิดว่าอาจสามารถนำมาประยุกต์ให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่อย่างสมสมัยได้

ไปแลกเปลี่ยนกับปราชญ์ชาวบ้าน  ร่วมกันสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่ขึ้นมาจากรากฐาน

เดิมนั้น

                ในอีกด้านหนึ่งนักวิชาการอาจใช้สถานภาพทางสังคมและความสัมพันธ์ที่ตนมีกับ

หน่วยงานรัฐหรือพรรคการเมืองที่มีหน้าที่วางนโยบาย ผลักดันให้สิ่งที่จะเอื้ออำนวยให้การ

พัฒนาอย่างเป็นอิสระของชาวบ้านดำเนินไปได้  แต่ต้องตระหนักว่าการปฏิบัติจริงนั้นอยู่ที่

ฐานราก คือชาวบ้านเอง  และต้องไม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนจากส่วนกลางนี้มากนัก

เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ถึงความไม่แน่นอนของผู้ที่อยู่ในอำนาจ  การเปลี่ยนแปลงผู้

ปกครองเป็นกฏที่แน่นอนของระบบการปกครองไม่ว่าในระบอบใด  มีแต่การเปลี่ยนแปลง

จากรากฐานหรือรากหญ้าเท่านั้นที่มีความแน่นอนและมั่นคง

 

                6. นักพัฒนา ต้องฝึกฝนตนเองให้เกิดญาณพิเศษที่ไวพอ ผู้ที่มีอยู่แล้วก็ฝึกให้คมและ

กล้าแข็งยิ่งขึ้น ในการที่จะจับเอาคำอธิบายหรือความหมายใหม่ที่ปราชญ์ชาวบ้านที่ท่านทำงาน

ด้วยอยู่แสดงออกมา ไม่ว่าด้วยคำพูดหรือการปฏิบัติ นำมาพัฒนาต่อโดยร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านท่าน

นั้นและท่านอื่น ๆ เช่น กรณีพ่อจารย์ทองดีอธิบายคุณค่าของบ่อปลาและการปลูกไม้ยืนต้นใน

หมู่บ้าน

                ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในท้องถิ่นที่ชาวบ้านมีระบบวิถีการผลิต ระบบความสัมพันธ์ และระบบ

ความเชื่อที่แตกต่างกัน  ควรหาทางฟื้นฟู ประยุกต์ และประดิษฐ์คิดค้นวัฒนธรรมใหม่ที่สอด

คล้องเหมาะสมกับท้องถิ่นขึ้นมาเป็นพลังในการพัฒนาชีวิต ครอบครัว ชุมชน และเครื่อข่าย

ระหว่างชุมชน   โดยร่วมกับชาวบ้าน พระ ปัญญาชนท้องถิ่น และนักวิชาการที่สนใจศึกษาค้น

หาคุณค่าและระบบความสัมพันธ์อันดีที่ยังคงมีอยู่ในความคิดความเชื่อของชาวบ้าน

 

๑๐. สรุป

                วัฒนธรรมในท้องถิ่นชนบทไทยมีลักษณะหลากหลายไปตามชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์

ของแต่ละแห่ง ความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันหนึ่งของสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ในความหลากหลายนี้เราได้พบลักษณะร่วมบางอย่างที่ทำให้เรา

เรียกตัวเองร่วมกันว่าคนไทยได้ ในทำนองเดียวกับที่คนไทยมีลักษณะร่วมทางวัฒนธรรม

บางอย่างกับชาติตะวันออกอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดคำว่าชาวตะวันออกและชาวตะวันตกขึ้นในโลก

สิ่งที่ร่วมกันนี้ก็คือคุณค่าที่คนให้กับชีวิต สังคม และสรรพสิ่ง เช่นในสังคมไทย ทุกท้องถิ่นให้

คุณค่าหรือมีค่านิยมในเรื่องความซื่อสัตย์ ความขยันหมั่นเพียร ความกตัญญู เป็นต้น

 

                สำหรับสังคมไทยแล้ว หมู่บ้านในชนบทคือสถาบันทางสังคมแบบหนึ่ง ซึ่งสมาชิกคือชาว

บ้าน มีระบบความสัมพันธ์ต่อกันแน่นแฟ้น มีการจัดบทบาทของสมาชิกแต่ละคน มีการสืบ

ทอดความเชื่อและประเพณีต่าง ๆ ซึ่งต่างกับหมู่บ้านจัดสรรในเมืองที่สมาชิกมาจากที่ต่าง ๆ

มาซื้อบ้านอยู่ใกล้ ๆ กัน ไม่มีระบบความสัมพันธ์อย่างหมู่บ้านชนบท

 

                วัฒนธรรมชุมชนชนบทเป็นผลจากการที่ชาวบ้านต้องต่อสู้เพื่อให้มีอยู่มีกิน ต้องพึ่ง

พาธรรมชาติ และต้องอยู่ร่วมสัมพันธ์กัน ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นระบบคุณค่า ความเชื่อ ประ

เพณี และวิธีการต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวนี้มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไป

ตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นเอง และการปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรม

ภายนอก

 

                หมู่บ้านในชนบทไทยมีการสร้างสมสืบทอดทางวัฒนธรรมของตนเองมา จนเข้าสู่ยุคศักดินา

และสามารถคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองผ่านยุคศักดินามาจนเข้าสู่ยุคสินค้า

ได้ และกำลังประสบกับภาวะวิกฤติทางวัฒนธรรมจากการปะทะสังสรรค์กับวัฒนธรรมสมัยใหม่

 

                แนวคิดตามทฤษฎีความทันสมัย ที่เห็นว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคือการพัฒนา

และจะต้องเปลี่ยนคนที่มีความเชื่อแบบประเพณีให้เป็นคนที่"ทันสมัย" มีบทบาทสำคัญต่อการ

วางแผนพัฒนาประเทศของไทย และได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของชนบทไทยมากใน

๓ทศวรรษที่ผ่านมา แต่ก็มิได้หมายความว่าวัฒนธรรมชุมชนในชนบทไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้

สูญเสียเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไปหมดแล้ว กระบวนการในการต่อสู้และปรับตัวเกิดขึ้นอยู่

ตลอดเวลาแม้กระทั่งในปัจจุบัน คนภายนอกมักมองเห็นแต่ด้านที่วัฒนธรรมภายนอกกระทำต่อ

ชุมชน แต่มักไม่เห็นด้านที่ชุมชนต่อสู้และปรับตัวเองเพื่อให้อยู่รอดได้ในสังคมที่กำลังเปลี่ยน

แปลงนี้

 

                การพัฒนาชนบทหมายถึง การแก้ปัญหาและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง

เป็นกระบวนการ โดยการพัฒนาที่แท้จริงนั้นต้องเริ่มต้นจากความเป็นจริงภายในแต่ละท้อง

ถิ่นเอง และชาวบ้านต้องเป็นตัวกระทำหลักในงานพัฒนา

 

                การพัฒนาชนบทในภาครัฐ ปัจจุบันมีกระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับงานพัฒนาชนบท

โดยตรง ๖ กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตร

และสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ โดยมีคณะ

กรรมการประสานงานการพัฒนาชนบทแห่งชาติเป็นหน่วยประสานงาน

 

                การพัฒนาในภาคเอกชน กล่าวในแง่ปริมาณแล้วมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับของรัฐทั้ง

จำนวนหน่วยงาน บุคลากร และงบประมาณ องค์การพัฒนาเอกชนมีความแตกต่างกับองค์

การของรัฐตรงที่ไม่มีอำนาจในการสั่งการต่าง ๆ ให้ชาวบ้านทำได้ จึงมักต้องถ่อมตัวเข้า

หาชาวบ้าน และเรียนรู้จากชาวบ้านก่อน เป็นผลให้องค์การพัฒนาเอกชนเห็นและตระหนัก

ในมิติทางวัฒนธรรมในงานพัฒนา อย่างไรก็ตาม ข้อตระหนักในเรื่องวัฒนธรรมกับงานพัฒนา

นี้ได้เริ่มขยายเข้าสู่หน่วยงานพัฒนาของภาครัฐมากขี้น

 

                หลักการสำคัญ ของวัฒนธรรมกับการพัฒนาชนบทมีดังต่อไปนี้

 

                หนึ่ง  วัฒนธรรมไม่ใช่ "เครื่องมือ" ของการพัฒนา แต่การพัฒนาวัฒนธรรมคือการ

          พัฒนา ในตัวของมันเอง

 

                สอง  การพัฒนาวัฒนธรรมต้องให้ความสำคัญกับการ "มองจากข้างใน" โดยเจ้าของวัฒนธรรม ในที่นี้ก็คือชาวบ้านเองเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ คนภายนอกอาจมีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุน

 

                สาม  วัฒนธรรมมีทั้งส่วนของการพัฒนาสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้(วัฒนธรรมองค์วัตถุ)

และที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้(วัฒนธรรมองค์คุณค่า) การพัฒนาวัฒนธรรม จึงต้องทำทั้งสองส่วน

และจะต้องไม่มองอย่างแยกเป็นส่วน ๆ เช่น แยกร่างกายออกจากจิตใจ แยกวัตถุสิ่งของออกจากคุณค่า

ที่ชาวบ้านให้ต่อสิ่งนั้น ๆ

 

                วิธีการพัฒนาวัฒนธรรม สามารถทำได้โดยใช้ปัญญา ค้นหาทั้งวัฒนธรรมทางวัตถุที่มอง

เห็นจับต้องได้ และวัฒนธรรมทางคุณค่าที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ แล้วฟื้นฟู ประยุกต์หรือ

ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่บนรากฐานเดิม โดยชาวบ้าน พระ นักพัฒนา ปัญญาชนท้องถิ่น และ

นักวิชาการ ล้วนสามารถมีบทบาทร่วมได้

 

                พลังทางวัฒนธรรมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ หากทั้งคนในและคนนอกช่วยกันค้นหา ฟื้นฟู ประ

ยุกต์ และประดิษฐ์สร้างเสริมขึ้นมา  เป็นพลังที่แฝงเร้นอยู่ในสังคมที่มีค่ายิ่ง  เป็นพลัง

ที่สามารถนำมาพัฒนาทั้งชุมชนชนบท ชุมชนเมือง และประเทศชาติโดยรวม  หากแต่ผู้ที่เข้า

ใจในเรื่องนี้แล้ว จะต้องทำให้คนทั่วไปเข้าใจตระหนักในพลังนี้ด้วย  แล้วร่วมกันใช้ปัญญาที่

มีคุณธรรมกำกับ มาพัฒนาวัฒนธรรมที่เป็นทรัพยากรสำคัญที่ไม่อาจตีราคาได้นี้  นำเราท่านทั้ง

หลายไปสู่ความเจริญงอกงาม และความสันติสุขร่วมกัน.

 

บรรณานุกรม

 

เอกสาร

โครงการศึกษาทางเลือกการพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เอกสารสรุปการสัมมนา

     เรื่อง ผลกระทบการพัฒนาและปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน, 2527

โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รายงานการสัมมนา เรื่อง

     วัฒนธรรมกับการพัฒนา2529

ศูนย์เอกสารเพื่องานพัฒนาชนบท สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน, ประสบการณ์ 20 ปี

     องค์การพัฒนาเอกชนไทย: บรรณานุกรมพร้อมสาระสำคัญ, 2531

สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน, รายงานการสัมมนาเรื่อง กองทุนหมู่บ้าน, กุมภาพันธ์

     2531

สุภางค์ จันทวานิช(แปลและบันทึกเพิ่มเติม), บทบาทของวัฒนธรรมพื้นบ้านในสังคมสมัยใหม่

     โดย Ivan Vitanyi และ Maria Bagi, ในเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องผล

     กระทบของการพัฒนาและปฏิกิริยาทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน, โครงการศึกษาทาง

     เลือกการพัฒนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2527

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์, นโยบายการพัฒนาประเทศ  ในจุลสารไทยคดีศึกษา ตุลาคม

     2527

 

หนังสือ

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2527

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, บ้านกับเมือง, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2529

บุญเพรง บ้านบางพูน, ศรัทธาพลังชุมชน, สภาคาทอลิคแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา,

     2527

ประเวศ วะสี, พุทธเกษตรกรรมกับศานติสุขของสังคมไทย, มูลนิธิโกมล คีมทอง, 2529

พรพิไล เลิศวิชา, คีรีวง: จากไพร่หนีนายถึงธนาคารแห่งขุนเขา, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน

     2532

พระยาอนุมานราชธน, การศึกษาประเพณีไทย, ราชบัณฑิตยสถาน 2514

พิทยา ว่องกุล, ประวัติบุคคลไม่สำคัญ: ปราชญ์ชาวบ้าน, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2530

พิทยา ว่องกุล, หลวงพ่อนาน สงบนิ่งเพื่อสร้างสรรค์, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531

พิทยา ว่องกุล บรรณาธิการ, วิกฤติหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2532

วิบูลย์ เข็มเฉลิม, สู่สังคมวนเกษตร: มีกินตลอดชีวิต, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2532

เสฐียรโกเศศ, วัฒนธรรมเบื้องต้น, ราชบัณฑิตยสถาน 2524

เสรี พงศ์พิศ, คืนสู่รากเหง้า, สำนักพิมพ์เทียนวรรณ 2529

เสรี พงศ์พิศ, ความหวังใหม่ของสระคูณ, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531

เสรี พงศ์พิศ บรรณาธิการ, ทิศทางหมู่บ้านไทย, สำนักพิมพ์หมู่บ้าน 2531

อภิชาต  ทองอยู่ทัศนะว่าด้วยวัฒนธรรมชุมชน: ทางเลือกใหม่ของงานพัฒนา,

     สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา, 2527

Scott, Jame C. The Moral Economy of the Peasant, Rebellion and

     Subsistance in the Southeast Asia.  London: Yale University

     Press, 1976

 

วารสาร

ชุมชนพัฒนา, ศูนย์เอกสารเพื่องานพัฒนาชนบท สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน

     2529-2532

สังคมพัฒนา, สภาคาทอลิคแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา 2523-2532

หมู่บ้าน, ศูนย์เอกสารเพื่องานพัฒนาชนบท สถาบันพัฒนาชนบท มูลนิธิหมู่บ้าน 2531-2532